*** ยุคศิวิไลซ์ ****

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย หนุมาน ผู้นำสาร, 7 มกราคม 2020.

ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 3 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 3 คน )
  1. WASINOAS

    WASINOAS ผมเป็นนักวิชาการพาณิชย์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2016
    โพสต์:
    17
    ค่าพลัง:
    +5
    ผมเห็นด้วยครับว่า การทำความดีไม่สามารถบังคับให้ใครทำตามกันได้ และมนุษย์แต่ละคนต้องคิดพิจารณาและลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ความตั้งใจจะเกิดคุณค่าก็ต่อเมื่อมีการกระทำจริงรองรับ

    แต่ผมมีข้อสงสัยอยากชวนพิจารณาต่ออีกนิดครับ

    เมื่อมนุษย์แต่ละคนมีความเข้าใจเรื่องความดี ความถูกต้อง และผลประโยชน์แตกต่างกัน เราจะใช้หลักอะไรเป็นเกณฑ์ร่วมกันในการพิจารณาว่าสิ่งใดถูกต้อง และจะทำอย่างไรให้การกระทำของคนแต่ละคนสามารถนำไปสู่สันติภาพร่วมกันได้ โดยไม่กลายเป็นเพียงความปรารถนาดีที่ต่างคนต่างเข้าใจในแบบของตนเอง?

    ผมคิดว่าประเด็นสำคัญอาจไม่ได้อยู่แค่การสอนให้คนทำความดี หรือการลงมือทำสิ่งที่ตนเชื่อว่าดี แต่อยู่ที่การตรวจสอบความเชื่อของตนเอง การยอมรับความจริงที่แตกต่างจากความคิดของเรา และการหาหลักการที่ทุกฝ่ายสามารถใช้ร่วมกันได้ด้วยครับ
     
  2. WASINOAS

    WASINOAS ผมเป็นนักวิชาการพาณิชย์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2016
    โพสต์:
    17
    ค่าพลัง:
    +5
    เรียน คุณหนุมาน ผู้นำสาร

    "ผมลงมือทำจริงจนใกล้เห็นผลสำเร็จแล้ว แล้วคุณล่ะครับ ได้ลงมือทำอะไรอย่างจริงจังจนเกิดผลงานเป็นที่ประจักษ์แล้วบ้าง ?
    ขอยอมรับเป็นการส่วนตัวเลยว่า... ผมอยากเห็นมาก เพราะหลังจากเริ่มเห็นบางสิ่ง ก็เห็นหมดทุกอย่างมานานมาก ๆ แล้วครับ"


    ผู้ที่สนใจสามารถติดตามผลงานช่องของผมได้ที่

    TikTok: ผมเป็นนักวิชาการพาณิชย์
    https://www.tiktok.com/@wasinoas?_r=1&_t=ZS-9AoRbpQMXgL
     
  3. WASINOAS

    WASINOAS ผมเป็นนักวิชาการพาณิชย์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2016
    โพสต์:
    17
    ค่าพลัง:
    +5
    เมื่อความปรารถนาดีต่อสังคม ต้องผ่านการตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริง

    ในสังคมที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ข้อมูลได้อย่างอิสระ เราอาจพบเห็นบุคคลที่มีความตั้งใจจะเตือนสังคม ชี้นำความคิด หรือเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาส่วนรวม

    สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่มีประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณา คือ ความปรารถนาดีของผู้สื่อสาร ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าข้อมูลหรือข้อสรุปที่นำเสนอนั้นถูกต้องเสมอไป

    การสื่อสารที่มีความรับผิดชอบจึงควรแยกองค์ประกอบให้ชัดเจนอย่างน้อย 3 ประการ

    1. ข้อเท็จจริง — สิ่งที่กล่าวอ้างมีหลักฐานหรือแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้หรือไม่

    2. การตีความ — ข้อสรุปที่นำเสนอสอดคล้องกับข้อเท็จจริง หรือเป็นเพียงความเข้าใจและความเชื่อส่วนบุคคล

    3. ข้อเสนอแนะ — แนวทางที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม สามารถดำเนินการได้จริงหรือไม่ และจะส่งผลกระทบต่อใครบ้าง

    เพราะการมีความเชื่อมั่นในความคิดของตนเอง ไม่ได้ทำให้ความคิดนั้นกลายเป็นข้อเท็จจริง และการมีเจตนาดี ก็ไม่ได้ทำให้ทุกคำแนะนำเกิดประโยชน์เสมอไป

    ในทางพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นพระสัพพัญญู ผู้มีสัพพัญญุตญาณ ทรงรู้แจ้งธรรมทั้งปวงตามพระปัญญาอันสมบูรณ์ ส่วนมนุษย์ทั่วไปควรฝึกปัญญาด้วยโยนิโสมนสิการ คือการรู้จักพิจารณาอย่างแยบคาย สืบสาวเหตุปัจจัย และมองสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง ไม่ใช่ยึดความคิดหรือความเชื่อของตนเองเป็นที่สุด

    การศึกษาธรรมจึงไม่ใช่การสะสมถ้อยคำเพื่อแสดงว่าตนเองรู้มากกว่าผู้อื่น แต่เป็นการเรียนรู้เพื่อเห็นความจริง และตรวจสอบความยึดมั่นในความคิดของตนเองด้วย

    ยิ่งผู้ใดต้องการมีบทบาทในการชี้นำสังคม ผู้นั้นยิ่งควรเปิดรับการตรวจสอบ พร้อมรับฟังข้อโต้แย้ง และกล้ายอมรับเมื่อพบว่าข้อมูลหรือความเข้าใจของตนเองคลาดเคลื่อน

    เราไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันว่าใครรู้มากกว่าใคร ไม่จำเป็นต้องสร้างภาพว่าตนเองเป็นผู้รู้หรือผู้กอบกู้สังคม

    เพราะคุณค่าของความรู้ไม่ได้วัดจากความยิ่งใหญ่ของถ้อยคำ แต่อยู่ที่ความถูกต้อง ความสามารถในการนำไปใช้ และประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงต่อส่วนรวม

    การพัฒนาสังคมไม่ใช่การทำให้ทุกคนเชื่อในความคิดของเรา แต่คือการทำให้ทุกคนสามารถใช้เหตุผล ตรวจสอบความจริง และตัดสินใจได้ด้วยปัญญาของตนเอง

    "ผมเป็นนักวิชาการพาณิชย์"
     

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...