บทความให้กำลังใจ(เปลี่ยนให้ทันโลก)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,702
    dhamma610705_03.jpg
    หลับให้มีคุณภาพ

    พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (สมชาย ฐานวุฑโฒ)
    คำถาม : นอนหลับอย่างไรให้มีคุณภาพจะได้ลดการใช้ยานอนหลับคะ

    พระอาจารย์ : คุณโยมทำอย่างนี้นะ หลักการมีอยู่ว่าในช่วงรอยต่อระหว่างความหลับกับความตื่นใจของคนเราจะมาหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางกายที่กลางท้องเหนือจากระดับสะดือ 2 นิ้ว 2 นิ้วมือ เหนือสะดือแล้วก็อยู่ตรงกลางตัวพอดีเลยอยู่ตรงนั้นแหละกะ ๆ เอาพอประมาณ ๆ งั้นเวลานอนหลังจากอาบน้ำอาบท่าทุกอย่างสบายใจแล้ว สวดมนต์สักนิดหนึ่ง อะระหังสัมมา นะโมตะสะ ก็ได้แล้วนั่งสมาธิ 1 เมื่อย อย่าไปนั่งบนเตียงนะเตียงมันยุบแล้วเดี๋ยวจะแอ่นหลังมันจะล้มหงายหลัง เอานั่งที่พื้นหาอะไรหนุนก้นสักนิดให้สูงขึ้นเมื่อยเดียว 10 นาที ก็นอน 20 นาที เมื่อยก็นอน แล้วเวลาหลับอย่าไปคิดอะไรเอาใจมาคลอเคลียแถว ๆ ศูนย์กลางกายแป๊บเดียวไม่กี่วินาทีจะหลับเลยและหลับอย่างสนิทอย่างเป็นสุขหลับอย่างนี้ถูกวิธี เทวดาลงรักษาด้วยตื่นมาจะสดชื่น แล้วให้โยนกระปุกยานอนหลับทิ้งไปเลยนะ เจริญพร
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=17070
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,702
    dhamma610627_01.jpg
    ความลับไม่มีในโลก

    พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (สมชาย ฐานวุฑโฒ)
    คำถาม : ความลับไม่มีในโลก คำนี้เป็นจริงเพราะอะไรคะ

    พระอาจารย์ : เพราะถึงแม้เราไม่ได้บอกใคร อย่างน้อยตัวเราเองหนึ่งคนก็รู้ ยิ่งถ้าไปบอกคนอื่น เดี๋ยวก็มีโอกาสจะกระจายกว้างออกไป แล้วแม้เรายังไม่ได้บอกใคร 1. เรารู้ 2.กายสัมภเวสีรอบตัวเรา มีอยู่เยอะแยะเขาเห็นเขารู้ อย่าคิดว่าไม่มีใครเห็นไม่มีใครรู้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า นัตถิ โลเก ระโห นามะ ชื่อว่าที่ลับไม่มีในโลก ยิ่งยุคปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้า เราคุยกัน 2 คนที่นี่ คนที่อยู่ห่างไปตั้งหลาย 100 เมตร หลายกิโลเมตร ใช้เครื่องดักฟังแบบเป็นเลเซอร์จ่อเข้ามาก็ได้ยินที่เราพูดคุยกันชัดเจน เราคุยโทรศัพท์กัน 2 คน ไม่มีใครรู้ แต่เขาดักฟังดูดข้อมูลได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นความชั่วสิ่งไม่ดี ไม่ทำดีกว่า ชื่อว่าความลับ ชื่อว่าที่ลับไม่มีในโลก เจริญพร
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=17000
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,702
    Buddhasunrise.jpg
    การุณยฆาตโดยจิตไม่เศร้าหมองบาปไหม?
    หลวงพี่สติ:
    ขอตอบไปตามลำดับ และขอให้อ่านคำตอบให้ครบถ้วนทุกข้อ เพื่อความเข้าใจทั่วถึงถูกต้องที่สุด

    1. ไม่ว่าทำอะไรก็ตาม ทั้งทางกายทางวาจา ถ้าจิตไม่เศร้าหมองขุ่นมัว (เป็นกุศล) ก็ไม่บาปทั้งนั้น แต่ต้องเข้าใจให้ชัดและมีจิตชนิดนั้นจริงๆ ไม่ใช่เพียงคิดเอาว่า ไม่เศร้าหมอง เพราะคำว่า เศร้าหมอง ขุ่นมัวในภาษาไทยอาจจะคับแคบเกินไป
    2. ตามธรรมชาติของจิตแล้ว ความรู้สึกพอใจที่ได้ทำอะไรอย่างใจ ซึ่งอาจเป็นการเบียดเบียนผู้อื่นด้วย การทำความดีด้วยคิดว่าจะได้ผลตอบแทน ก็จัดเป็นความเศร้าหมองเช่นกัน ดังนั้น ต้องตระหนักว่าความเศร้าหมองบางอย่างมาในสภาวะของความสุข ความพอใจด้วย
    3. การุณยฆาต ว่าโดยศัพท์แล้วขัดแย้งกันอย่างยิ่ง ไม่มีการฆ่าใดที่ไม่ประกอบด้วยกิเลส ไม่ประกอบด้วยโทสะ ก็ประกอบด้วยโลภะ ซึ่งเป็นสภาวะที่เศร้าหมองทั้งคู่ อย่างแรกนั้นอาจจะเห็นชัดว่า เป็นความไม่พอใจต่อชีวิตของตนที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเพราะความเจ็บไข้ ความทุกข์ทรมานทางกายทางใจใดๆ ก็ตาม จึงตัดสินใจจบชีวิตของตนเอง อย่างที่สองนั้น ความอยากให้ชีวิตของตนพ้นไปจากความทุกข์ทนทรมานทางกายทางใจ จึงตัดสินใจจบชีวิตของตนเอง ทั้งสองอย่างเหมือนกันตรงที่มีรากเหง้ามาจากความไม่รู้ไม่เข้าใจธรรมชาติของชีวิตตามเป็นจริง (โมหะ หรือ อวิชชา) คือ ไม่มีความรู้ความเข้าใจในการวางท่าทีต่อชีวิตอย่างถูกต้อง ดังนั้นโอกาสที่จะไม่เกิดความเศร้าหมองในจิตใจ (อกุศลจิต หรือ บาป) ในการตัดสินใจจบชีวิตตนเองและขณะที่จบชีวิตตนเองเลยนั้นเป็นไปได้ยากอย่างยิ่ง
    4. ในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา (ฉันโนวาทสูตร) เล่าไว้ถึงการตัดสินฆ่าตัวตายของภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งเจริญวิปัสสนามาเนิ่นนานแต่ยังไม่บรรลุธรรม แต่ด้วยการสั่งสมเพาะบ่มการเจริญวิปัสสนากรรมฐานมาอย่างเข้มข้นยาวนานนั้น ขณะที่ปาดคอตนเองได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ท่านได้สติอาศัยความเจ็บปวดนั้นเป็นอารมณ์เจริญวิปัสสนากรรมฐาน จนบรรลุเป็นพระอรหันต์ก่อนชีวิตจะสิ้นสุดลง กรณีอย่างนี้เกิดขึ้นได้ก็จริง แต่ที่เป็นเช่นนั้นได้ก็เพราะอาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่าง ที่สำคัญก็คือ ท่านสั่งสมเพาะบ่มการเจริญวิปัสสนากรรมฐานมาอย่างเข้มข้นยาวนานนั่นเอง
    5. แม้ว่าวิธีการที่เรียกว่า “การุณยฆาต” ที่เกิดขึ้นในโลกนั้น จะไม่ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างเรื่องราวในคัมภีร์ แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่า ขณะสุดท้ายของชีวิตจะมีจิตที่ผ่องใส เมื่อรู้ว่ากำลังจะตายและการตายนี้ไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่เป็นการทำให้ตายด้วยตนเอง
    ประเด็นสำคัญของคำถามนี้ คือ ความลังเลว่า ถ้าต้องจบชีวิตตนเองลง โดยจิตไม่เศร้าหมองจะเป็นไปได้ไหม? เพราะเกรงว่าถ้าจิตเศร้าหมองจะเป็นบาป ความลังเลสงสัยไม่มั่นใจเกิดขึ้นแล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้ยิ่งไม่ควรคิดหรือลงมือการุณยฆาตเด็ดขาด เพราะเกิดความเศร้าหมองตั้งแต่เริ่มคิดแล้วล่ะ ชีวิตไม่ได้ทุกข์ทรมานตลอดเวลา และความทุกข์ทรมานทุกอย่างมีเหตุ ชวนกันหาต้นเหตุ และวางท่าทีต่อเหตุนั้นเสียใหม่ ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องว่า สิ่งทั้งหลายมีธรรมชาติเป็นอย่างนั้นๆ เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน

    จงตื่นขึ้นมายามเช้าอย่างมีชีวิตชีวา ยิ้มรับกับวันใหม่ ให้ภายในเบิกบานผ่องใสอยู่เสมอเถิด แม้ชีวิตจะไม่ได้เป็นอย่างใจทุกอย่าง
    แค่เราสามารถใช้ชีวิตนี้ให้ดีงาม สงบเย็น เป็นประโยชน์ได้ แม้ในขณะวินาทีสุดท้ายก่อนชีวิตจะสิ้นสุดลง

    :- https://pagoda.or.th/q-a/2024-07-25-03-41-09.html
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,702
    Modern_580725_01.jpg
    เจ๋ง...แบบไม่ธรรมดา

    พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (สมชาย ฐานวุฑโฒ)
    ตั้งใจทำงานเต็มที่แต่มีคนหมั่นไส้ จะแก้ปัญหาอย่างไรดี?
    หากเป็นการแสดงความสามารถด้วยการทำงานให้ดีที่สุดนั้นดี แต่ต้องระวัง คือ คนทุกคนในโลกต้องการความภาคภูมิใจในตนเอง ถ้าเราไปทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเราเก่งกว่า คนส่วนใหญ่จะรู้สึกไม่ค่อยชอบสักเท่าไร
    แต่ถ้าเรามีความอ่อนน้อมถ่อมตน แล้วทำให้คนอื่นรู้สึกยอมรับเราด้วยตัวเขาเอง แบบนี้ไม่มีปัญหา เพราะคนทุกคนต้องการความภาคภูมิใจในตนเอง แต่ถ้าความภาคภูมิใจของเราไปกระทบความภูมิใจของคนอื่น เขาจะเริ่มไม่ชอบ ที่เป็นแบบนี้เพราะคนในโลกยังไม่หมดกิเลส ยังมีทิฐิมานะ หรือที่ชาวต่างชาติเขาเรียกว่ามีอีโก้ เมื่อไรเราเอาอีโก้เราไปกระทบกับอีโก้คนอื่น เมื่อนั้นย่อมเกิดปัญหา
    ความรู้สึกที่อยากให้คนอื่นรับรู้ว่าเราทำความดี เพื่อเพิ่มความภาคภูมิใจในตนเอง เรื่องนี้มีเกือบทุกคน อยู่ที่ว่าจะมีมากหรือน้อย ถ้าตราบใดยังไม่หมดกิเลส ทิฐิมานะในใจจะยังมีอยู่ คนไหนฝึกตนเองมาดีก็จะมีน้อยหน่อย คนไหนที่ฝึกมาน้อยก็มีมากหน่อย


    โบราณถึงบอกว่า “ เขาด่าแล้วไม่โกรธ ถือว่าเป็นเรื่องยากแล้ว แต่เขาชมแล้วไม่ยิ้ม เป็นเรื่องยากยิ่งกว่า ” เพราะว่ามันเป็นธรรมชาติของคน มีคนเขาพูดขำๆไว้ว่า “ ชมจนเอียน ดีกว่าติเตียนจนถูกอัด ” คือ ชมคนอื่นจนเขารู้สึกว่าเอียนแบบหวานมากเกินไป ก็ยังดีกว่าไปตำหนิติเตียนเขาจนกระทั่งถูกเขาอัดกลับมา
    เพราะฉะนั้นเราภูมิใจในตนเองได้ แต่ระวังอย่าให้ไปกระทบความภูมิใจของคนอื่น ไม่อย่างนั้นแล้วผู้ที่จะเดือดร้อนจะเป็นตัวของเราเองโดยที่ไม่รู้ตัว เพราะคนอื่นเขาจะไม่ชอบ ถือเป็นการก่อศัตรูโดยไม่รู้ตัว คนญี่ปุ่นมีคติ “ ให้ทุบตะปูทุกตัวที่โผล่ขึ้นมา ” คือ คนไหนที่พยายามจะอวดตนเองขึ้นมาอย่างนี้ต้องถูกทุบลงไป ถ้าเกิดคนอื่นยกขึ้นไม่มีปัญหา ถ้ายกตนเองเมื่อไร ปัญหาจะเกิด

    ควรทำตัวอย่างไร ไม่ให้คนอื่นหมั่นไส้?
    ต้องสังเกตพฤติกรรมของผู้รับด้วย ไม่ใช่เอาใจจดจ่ออยู่กับตัวเราเองคนเดียว ให้สังเกตปฏิกิริยาสีหน้าท่าทีของคู่สนทนาหรือคนอื่นด้วยว่า เขามีท่าทีอย่างไร แม้แต่กับคนหมู่มาก ก็ให้สังเกตปฏิกิริยาคนหมู่มากว่าเขารู้สึกอย่างไร
    อย่าเอาแค่ความถูกหรือความผิด ถึงแม้เรื่องนี้เราถูกคนอื่นพูดไม่ถูก แล้วเราไปพูดหักหน้าเขา ถึงแม้เราถูกแต่คนที่ถูกเราหักหน้าเขาก็จะไม่ชอบเรา โดยเฉพาะกับคนไทยด้วยแล้วตรงนี้ถือว่ายังเป็นเรื่องที่ต้องระวังมาก หลวงวิจิตรวาทการท่านผูกเป็นกลอนสอนใจไว้ว่า

    “ อันที่จริงคนเขาอยากให้เราดี แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้
    จงทำดีอย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน ”

    วิธีแก้ไขคือ ให้เราทำความดีไปเรื่อยๆ แต่ไม่ต้องอวดตนเอง ให้ความดีของเราเต็มเปี่ยมเอง เหมือนกับการที่เราเอามือไปบังพระอาทิตย์ บังอย่างไรก็ไม่อยู่ เพราะแสงของพระอาทิตย์ก็เปล่งออกมาอยู่ดี ความดีก็เหมือนพระอาทิตย์ สักวันจะเปล่งแสงให้ทุกคนได้เห็นเอง ไม่ต้องกลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้ บางคนบอกว่า ถ้าไม่โชว์เดี๋ยวเขาจะไม่รู้ว่าเราเก่ง ไม่เห็นฝีมือของเราจริงๆ ไม่ใช่ ให้ใจเย็นๆ บางเรื่องอาจจะเห็นผลช้าหน่อย แต่ผลที่ได้กลับมาจะน่าชื่นใจ และไม่ก่อผลเสีย

    ในครั้งพุทธกาลมีตัวอย่างของผู้ที่มีอีโก้จัดบ้างไหม?
    ในครั้งพุทธกาลมีชฎิล 3 พี่น้องที่มีบริวารเป็นพันคน และคิดว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมแล้วพระองค์ทรงเห็นว่าพื้นใจของชฎิล 3พี่น้อง สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ ก็เลยไปโปรด ซึ่งกว่าชฎิลจะยอมได้ พระองค์ก็ต้องแสดงปาฏิหารย์เป็นพันๆอย่าง เช่น ชฎิลให้พระพุทธเจ้าไปประทับในที่ที่มีพญานาคซึ่งมีฤทธิ์มาก คิดว่าพญานาคจะปราบพระพุทธเจ้าได้ แต่พอไปดูตอนเช้าเห็นว่า พระพุทธเจ้ายังปกติดีก็แปลกใจเลยถามว่า พญานาคไปไหน พระพุทธเจ้าทรงเปิดฝาบาตรให้ดู พญานาคกลายเป็นงูตัวเล็กนิดเดียวอยู่ในบาตร ชฎิลเห็นอย่างนั้นก็ทึ่ง แต่ด้วยความถือตัวชฎิลผู้พี่ก็ยังคิดว่า “ สมณะรูปนี้มีอานุภาพไม่ธรรมดา แต่ก็ไม่ได้เป็นพระอรหันต์เหมือนเรา ” คือยังรู้สึกว่าตนเหนือกว่า เป็นการสะท้อนว่า ใจคนที่ยังไม่หมดกิเลสมีมานะทิฐิเป็นอย่างนี้ คิดว่าตนเองเก่งตนเองแน่ คนอื่นดี เก่งแค่ไหน แต่เราก็ยังเก่งกว่า จะภูมิใจกับความแน่ของตนเอง แม้บางทีอาจเป็นความภูมิใจที่ผิด
    จนสุดท้ายพระพุทธเจ้าเห็นว่าพระองค์ได้แสดงปาฏิหารย์จนถึงจุดหนึ่งแล้ว ความมั่นใจในตนเอง ทิฐิมานะของชฎิลสั่นคลอนเต็มที พระพุทธเจ้าจึงตรัสขึ้นว่า “ ชฎิล เธอเลิกหลงตัวเองได้แล้ว เธอยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ แม้ปฏิปทา คือ ทางดำเนินแห่งความเป็นอรหันต์เธอก็ยังไม่รู้ เธอเลิกหลงตัวเองได้แล้ว ” เหมือนสายฟ้าฟาดไปกลางใจ จริงๆในใจของชฎิลก็ยอมรับแล้วว่า พระรูปนี้ไม่ธรรมดา พอเจอประโยคนี้ ทิฐิมานะที่มีก็คลายออก คุกเข่ากราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย พระองค์ทรงเห็นว่าชฎิลใจเปิดแล้วก็ทรงแสดงธรรม ในที่สุดชฎิลทั้ง 3 พี่น้อง ก็หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ เห็นไหมว่าพอชฎิลเลิกมีอีโก้ คลายความถือตัวแล้วในที่สุดก็ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ในพระพุทธศาสนา นี่แหละคือผลของการละทิฐิมานะ
    ทำอย่างไรจึงจะตัดอีโก้ในใจเราให้หมดไป?
    ง่ายๆเลย คือ ถ้าเมื่อไรเราคิดว่าเราแน่ เราเก่ง ให้ถามตนเองก่อนว่า “ ถ้าเราตายไปวันนี้ มั่นใจว่าเราพ้นนรกแล้วหรือยัง รักษาศีล 5 ข้อได้ครบหรือยัง ทำบาปทำกรรมไว้แค่ไหน เราพ้นอบายหรือยัง ” ถ้าตัวเราเองยังไม่มั่นใจว่า พ้นนรกแล้วแน่ๆ อย่าพึ่งคิดว่าเก่ง เพราะอย่างไรเราก็ยังปราบกิเลสในตัวไม่หมด

    ถ้าต้องทำงานร่วมกับคนที่มีอีโก้สูง เราควรทำตัวอย่างไร?
    การแก้ไขคนอื่นนั้นไม่ใช่ง่าย ถ้าต้องทำงานร่วมกันให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างไรให้มีความสุขดีกว่า คนที่มีอีโก้มักจะมีจุดแข็งของตัวเอง คือ มีความสามารถพิเศษบางอย่าง เวลาที่ต้องทำงานร่วมกับเขาให้คิดว่า ข้อดีของเขาก็มี อดทนค่อยๆปรับจูนให้เข้ากัน ถ้าเข้ากันได้แล้ว ดึงเอาความสามารถเขามาใช้ได้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่องานส่วนรวม พอคิดได้อย่างนี้ เราก็จะเกิดกำลังใจที่จะอดทนทำงานร่วมกัน เราเปลี่ยนทิศทางลมไม่ได้ แต่นักเดินเรือที่เก่งเขาจะปรับใบเรือ แล้วอาศัยแรงลมจนเรือแล่นไปในทิศที่ต้องการได้
    ยิ่งถ้าเป็นหัวหน้างาน แล้วมีลูกน้องที่มีอีโก้จัด ให้หาทางมอบงานให้เขาเป็นชิ้นๆ เขาจะได้มีความรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของงาน เขาก็จะใช้ความสามารถของเขาอย่างเต็มที่ กับงานนั้นๆ พอเขาทำสำเร็จก็ชมเขานิด ทักทายเขาหน่อย กระตุ้นหน่อยๆ ให้เขาทุ่มเท ทำให้สำเร็จยิ่งๆขึ้น แต่ต้องระวังอย่าหนุนจนเหลิง แบบนี้งานก็จะสำเร็จ ลูกน้องก็สบายใจ

    ไม่อยากทำงานกับคนที่มีอีโก้สูง ลาออกไปเลยดีไหม ?
    การหนีไปที่ใหม่ ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกจุด เพราะถ้าไปทำงานที่ใหม่แล้ว เจออย่างนี้อีกก็ลาออกไปอีกที่หนึ่ง ปัญหาจะไม่จบ สู้หาจุดร่วมในการทำงานร่วมกันจะดีกว่า เช่น ถ้าเขาชอบให้ชม เราก็ชมเขาหน่อย พอเราชมแบบที่เขาต้องการ เขาก็จะรู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี บางครั้งจากที่ไม่ชอบก็กลายเป็นรักเรา เขารู้สึกแบบนี้ อีโก้ของเขาก็จะลดลง ในทางกลับกัน เราเอาอีโก้ไปปะทะกับเขา อีโก้เขาจะยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นการแข่งขันกันว่า อีโก้ใครใหญ่กว่ากัน
    เคล็ดลับการทำงานกับคนที่มีอีโก้สูง ต้องเริ่มปรับที่ตัวเราเองก่อน ในเมื่อเราเปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้ก็ต้องมาปรับใจของเราให้รับกับสภาพนั้น ให้รู้ว่าแม้ตัวเรามีข้อดี แต่คนอื่นเขาก็มีข้อดีเหมือนกัน ให้ยอมรับในข้อดีของเขา ที่สำคัญเมื่อเจอคนที่มีอีโก้ เราก็อ่อนน้อมถ่อมตนเข้าไว้ สุดท้ายอีโก้ของเขาก็จะลดลงเหลือแต่มิตรภาพให้แก่กัน
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=8810
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,702
    dhamma610625_03.jpg
    ทำทานกับเจริญภาวนา อย่างไหนบุญมากกว่ากัน

    พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (สมชาย ฐานวุฑโฒ)
    คำถาม : ดิฉันอยากทราบว่า การเจริญภาวนากับการทำทาน สิ่งไหนได้บุญมากกว่ากันเจ้าคะ?

    พระอาจารย์ : คุณโยม ได้บุญทั้งคู่ แต่ถ้าเปรียบแล้วการเจริญภาวนาได้บุญมากกว่า เพราะว่าทำให้ตรงต่อหนทางพระนิพพาน ถ้าเราให้ทานอย่างเดียวยังไม่สามารถหมดกิเลสเข้านิพพานได้ แค่ว่าให้กิเลสเบาบางลง แต่การเจริญภาวนา บุญที่เกิดขึ้นเป็นการมุ่งสู่หนทางพระนิพพานโดยตรง เพียงแต่ว่าบุญแต่ละอย่างก็มีอานุภาพหลากหลายกันไป เช่น บุญจากการให้ทาน ผลโดยตรงคือทำให้เกิดมาแล้วมีโภคทรัพย์สมบัติมาก บุญจากการรักษาศีล ผลคือทำให้สุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว ไม่มีโรคภัย ส่วนบุญจากการทำสมาธิภาวนาจะทำให้ฉลาด ถ้าเราอยากฉลาดต้องนั่งสมาธิ ต้องการรวยด้วยก็ต้องให้ทานด้วย แต่ถ้าหากนั่งสมาธิแต่ไม่ให้ทานก็ฉลาดแต่ไม่รวย ก็ไปเป็นผู้บริหารรับจ้าง ไปเป็นครูบาอาจารย์แต่ไม่รวย ไม่ได้เป็นเศรษฐี เราต้องการแบบใดก็ทำอย่างนั้น ถ้าให้ดีก็ทำให้ครบ ทั้งทาน ศีล ภาวนา ก็จะดีที่สุดเลย
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=16986
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,702
    CatDog.jpg
    บาปไหมเอาหมาแมวไปปล่อย วัดให้พระเลี้ยง
    การนำสุนัขและแมวไปปล่อยที่วัดถือเป็น "บาป" และสร้างความเดือดร้อนให้แก่พระสงฆ์และวัด
    เหตุผลที่ถือว่าเป็นบาป

    • เพิ่มภาระให้พระสงฆ์: ทำให้พระ สามเณร หรือคนในวัดต้องมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้นในการหาอาหารมาเลี้ยงดู
    • สร้างความสกปรก: วัดต้องกลายเป็นสถานที่เลี้ยงสัตว์ ทำให้มีกลิ่นเหม็นและสกปรก ขาดความสงบเรียบร้อย
    • รบกวนการปฏิบัติธรรม: พระสงฆ์ต้องคอยกวาดล้าง ทำความสะอาด และแบ่งเวลาจากการปฏิบัติกิจของสงฆ์มาดูแลสัตว์
    • สร้างความทุกข์ให้สัตว์: สัตว์ที่เคยมีเจ้าของเมื่อถูกนำไปปล่อยมักจะปรับตัวไม่ได้ เคว้งควอด เสี่ยงถูกรถชน หรือถูกทำร้ายจากสัตว์อื่นในวัด

    แนวทางที่ถูกต้องแทนการปล่อยวัด

    ทำหมัน: ควบคุมประชากรหมาแมวตั้งแต่ต้นเพื่อไม่ให้มีลูกล้นมือจนเลี้ยงไม่ไหว

    • หาบ้านใหม่: ประกาศหาคนรับเลี้ยงต่อผ่านโซเชียลมีเดียหรือกลุ่มคนรักสัตว์
    • ติดต่อหน่วยงาน: หากไม่ไหวจริงๆ ควรปรึกษาองค์กรช่วยเหลือสัตว์หรือมูลนิธิที่รับดูแลสัตว์จรจัดโดยเฉพาะ
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,702
    Parent.jpg
    อยากได้ดีต้องยึดมั่นกตัญญู
    คนที่มีบุญวาสนา จะกตัญญูพ่อแม่ คนเถียงพ่อเถียงแม่เอาดีไม่ได้ คนไม่พูดกับพ่อแม่ นั่งกรรมฐานร้อยปีก็ไม่ได้อะไร ถ้าไม่ขออโหสิกรรม

    การขออโหสิกรรม ที่คิดไม่ดีกับพ่อแม่ คิดไม่ดีกับครูอาจารย์ คิดไม่ดีกับพี่ๆ น้องๆ จะไม่เอาอีกแล้ว เอาน้ำไปขันหนึ่ง เอาดอกมะลิโรย

    “กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โยโทโส อันว่าโทษทัณฑ์ใด ความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอให้คุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย คุณพี่ คุณน้อง อโหสิกรรมให้ด้วย” แล้วเอาน้ำรดมือรดเท้า

    นี่แหละท่านทั้งหลายเอ๋ย เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่มากมาย ยังจะไปทวงนา ทวงไร่ ทวงตึก มาเป็นของเราอีกหรือ ตัวเองก็พึ่งตัวเองไม่ได้ สอนตัวเองไม่ได้ เป็นคนอัปรีย์จัญไรในโลกมนุษย์ ไปทวงหนี้พ่อแม่ พ่อแม่ให้แล้ว ให้เรียนสำเร็จแล้ว ยังช่วยตัวเองไม่ได้ มีหนี้ติดค้าง รับรองทำมาหากินไม่ขึ้น

    หนี้บุญคุณอันยิ่งใหญ่เหลือจะนับประมาณนั้น คือ หนี้บุญคุณของบิดามารดา ลูกหลานโปรดจำไว้ เมื่อแยกครอบครัวไปมีสามีภรรยาแล้ว อย่าลืมไปหาพ่อแม่ ถึงวันว่างเมื่อไร ต้องไปหาพ่อแม่ ถึงวันเกิดของลูกหลาน อย่าลืมเอาของไปให้พ่อแม่รับประทาน อย่ากินเหล้า เข้าโฮเต็ล

    ของดีของปู่ ย่า ตา ยาย อย่าไปทำลายเลย ของพ่อแม่อย่าไปทำลายนะ หนีได้แน่นอน โยมมีกรรมฐาน มีทรัพย์มีชื่อเสียง ความรัก บูชาทรัพย์ บูชาชื่อเสียง ความรักของพ่อแม่ได้ เงินจะไหลนอง ทองจะไหลมา

    พ่อแม่ให้อะไร เอาไว้ก่อน อย่าไปทำลายเสีย ถึงจะเป็นถ้วยพ่อแม่ให้มา ก็ไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดี อย่าเอาไปทิ้งขว้าง

    ถ้าต้องการเจริญก้าวหน้าขอฝากไว้ด้วย คนเรามี 2 ก้าว จะก้าวขึ้น หรือ ก้าวลงดำน้ำไม่โผล่ ก้าวลงมันง่ายดี ก้าวขึ้นมันต้องยาก ของชั่วมันง่าย หลั่งไหลไปตามที่ต่ำ นี่บอก นี่สอนลูกหลาน ต้องการจะบรรจุงานไม่ต้องไปวิ่งเต้น ดูลูกเสียก่อน กุศลเพียงพอหรือเปล่า ต้องเพิ่มกุศล

    ตัวอย่าง เรียนจบครู สวดมนต์เข้าเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นครู ทำงานธนาคารก็ได้ บริษัทก็ได้เดี๋ยวมีคนรับ บางรายทั้งสอบทั้งสมัครหลายแห่งไม่เคยเรียกเลย อาตมาให้นั่งกรรมฐานพอ 7 วันผ่านไปพวกมาตามให้เข้าไปทำงานแล้ว

    คำสอนของ พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ จิตธมฺโม)

    จากหนังสือ กฎแห่งกรรมและวิธีใช้หนี้พ่อแม่ สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์
    :- https://www.summacheeva.org/dhamma/grateful
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,702
    dhamma610622_01.jpg
    บ้าดาราผิดศีลตรงไหน

    พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (สมชาย ฐานวุฑโฒ)
    คำถาม : การบ้าดาราหรือติดซีรี่ย์เกาหลี ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข อยากทราบว่าผิดศีลตรงไหนคะ

    พระอาจารย์ : ศีลไม่ผิด ถ้าเราไม่ได้ไปโกหกใคร แล้วเงินที่เอาไปซื้อตั๋วคอนเสิร์ตซื้อข้าวของ เราก็ได้มาด้วยความถูกต้องสุจริต เพียงแต่ไม่ได้เกินเหตุจนที่ว่าเขาไปไหนไปด้วยจนเสียงาน อันนี้จะเข้าข่ายที่ว่าดูการละเล่นเป็นนิตย์ คือติดในสิ่งเหล่านี้ก็เป็นทางแห่งความเสื่อมอย่างหนึ่ง ดังนั้นให้อยู่ในขอบเขตที่พอดี เจริญพร
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=16966
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,702
    dhamma610419_03.jpg
    เป็นมะเร็งต้องสั่งสมบุญอย่างไร

    พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (สมชาย ฐานวุฑโฒ)
    คำถาม : มีคุณโยมท่านหนึ่งถามมาว่าผู้ที่กำลังป่วยเป็นโรคมะเร็งหากปล่อยสัตว์ปล่อยปลาบ่อย ๆ จะมีส่วนช่วยให้อาการทุเลาเบาบางหรือหายเป็นปกติได้เร็วขึ้นหรือไม่ครับ หรือว่าควรจะต้องสั่งสมในรูปแบบใดเป็นพิเศษครับ

    พระอาจารย์ : มีส่วนช่วยคุณโยมทำบุญเลยปล่อยสัตว์ปล่อยปลาแล้วก็ให้ไปถวายยารักษาโรคกับพระภิกษุด้วยนะ ถวายภัตตาหารด้วยอานิสงส์จะส่งทำให้โรคร้าย ถ้าไม่หนักหนาสาหัสเกินแก้ก็จะหายเป็นอัศจรรย์ แต่ถ้าเกิดว่าโรคมันไม่มีทางหายแล้วเนี่ยก็จะทุเลาเบาบางลงทุกขเวทนาลดลง เพราะฉะนั้นมีส่วนช่วยได้ขอให้อยู่ในบุญ ๆ นั้นช่วยโรคร้ายทั้งชาตินี้ แล้วส่งผลข้ามภพข้ามชาติให้ภพต่อไปเราเองมีสุขภาพแข็งแรงด้วย เจริญพร
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=16608
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,702
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,702
    77.gif
    วัยรุ่นวุ่นรัก (วีณาถูณชาดก)
    ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภลูกสาวเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่งที่หอบผ้าหนีตามชายค่อมไป ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นเศรษฐี มีลูกสาวกำลังเป็นวัยรุ่นอยู่คนหนึ่ง นางเห็นเครื่องสักการะที่เขาจัดทำให้โคอุสภราช(หัวหน้าโค)ในบ้านของตนแล้วถามพี่เลี้ยงว่า

    "พี่..โคตัวนี้เป็นอะไร เขาถึงประดับถึงเพียงนี้ "

    พี่เลี้ยงตอบว่า " นายหญิง..เขาเรียกโคอุสภราชจ้า"

    นางคิดว่า "โคที่ได้รับยกย่องว่าเป็นใหญ่ จะมีโหนกที่หลัง ถ้าเช่นนั้นชายผู้เป็นใหญ่ ก็คงจะมีโหนกขึ้นกลางหลังเช่นกัน"

    วันหนึ่งเมื่อเห็นชายหลังค่อมคนหนึ่งระหว่างทางจึงเข้าใจว่า "ชายคนนี้เป็นบุรุษอุสภราช เราควรจะเป็นภรรยาของเขา"

    จึงใช้พี่เลี้ยงไปบอกเขาให้ไปรออยู่ปากทางลูกสาวเศรษฐีจะไปด้วย นางได้ห่อสิ่งของมีค่าหนีตามชายค่อมนั้นไป

    เศรษฐีพอทราบว่าลูกสาวหนีตามชายค่อมไป ก็ออกติดตามเพื่อนำกลับมาบ้าน ฝ่ายลูกสาวเศรษฐีกับชายค่อมเดินทางกันทั้งคืนไม่ได้พักผ่อน ชายค่อมถูกความหนาวเหน็บตลอดคืนรุ่งแจ้งโรคเก่าได้กำเริบขึ้น เดินต่อไปไม่ได้ จึงแวะลงข้างทางนอนขดตัวอยู่ เศรษฐีและคณะตามมาทันเห็นลูกสาวนั่งอยู่ข้างๆชายค่อมนั้น จึงเข้าไปสนทนาด้วยและพูดว่า

    " ลูกรัก เรื่องนี้เจ้าคิดคนเดียวไม่ได้นะ ชายค่อมผู้โง่เขลานี้จะนำทางเป็นที่พึ่งของเจ้าไม่ได้แน่ ลูกรัก เจ้าไม่สมควรจะไปกับชายค่อมผู้นี้ดอกนะ"
    ลูกสาวตอบเป็นคาถาว่า
    " ลูกเข้าใจว่าชายค่อมเป็นคนองอาจ จึงได้รักใคร่เขา
    เขานอนตัวคดอยู่อย่างนี้ ดุจคันพิณที่สายขาด "

    เศรษฐีได้นำลูกสาวกลับคืนบ้านของตน และให้แต่งงานกับลูกชายเศรษฐีชาวเมืองในเวลาต่อมา

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : วัยรุ่นปัจจุบันมักจะทำตามใจตนเอง ควรถือนิทานเรื่องนี้เป็นตัวอย่าง ลูกที่ดีควรยึดถือคำพูดของพ่อแม่เป็นเกณฑ์
    :- https://www.dhammathai.org/nithanchadok/dbview.php?No=77

     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,702
    28-8-63-5-b.jpg
    เปลี่ยนให้ทันโลก

    พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ
    คนงานหาเช้ากินค่ำอาจจะไม่เข้าใจรายละเอียด
    การเปลี่ยนเเปลงในโลกธุรกิจ
    เเต่เชื่อมั่นว่าส่วนใหญ่สามารถสัมผัสความเปลี่ยนเเปลง
    ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ได้อย่างเเน่นอน เช่น
    เเต่ก่อนเราจะทำธุรกรรมอะไรก็ตาม
    เราจะต้องหอบเอกสารเป็นปึกๆ ไปธนาคาร
    เเต่ในปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปเเล้ว
    เราสามารถทำธุรกรรมต่างๆ
    ผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือของเราได้เลยทันที

    พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

    โลกเปลี่ยนไปไว ถ้าเรายังย่ำอยู่กับที่ ชินอยู่กับรูปแบบเดิมๆ แล้วเราจะตามคนอื่นทันได้อย่างไร ธุรกิจสมัยนี้ขึ้นชื่อว่ามาไวไปไว เราจึงควรปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์โลก หลักสำคัญคือต้องพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
    เราได้พ้นจากยุคที่ทำอะไรสำเร็จแล้วก็นั่งกินบุญเก่า ทำธุรกิจแบบเดิมๆ ต่อไปเรื่อยๆยาวนาน ยุคสมัยแบบนั้นมันผ่านไปแล้ว ในสังคมโลกยุคดิจิทัลทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมากจนมีคนบอกว่านับจากนี้ไป 20 ปี โลกจะเปลี่ยนไปมากกว่าที่เปลี่ยนไปในช่วง 200 ปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว

    200 ปีก่อน โลกยังเป็นสังคมเกษตร จนรวดเร็วขนาดนี้ ธุรกิจใดที่ยังเอื่อยเฉื่อยไม่ปรับตัวบอกได้เลยว่ารอดยาก ยิ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการมากเท่าใด ก็ยิ่งล้มดังเท่านั้น

    ที่ผ่านมาก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย อย่างบริษัทโนเกียที่ถือกำเนิดในประเทศฟินเเลนด์ เมื่อ 10 ปีที่แล้วโนเกียยังเป็นโทรศัพท์มือถืออันดับหนึ่งครองเเชมป์โลก มาร์เกตเเชร์เกินครึ่งของโลก จนบางคนเรียกประเทศฟินแลนด์ว่า “โนเกียแลนด์” เพราะจัดว่าเป็นธุรกิจใหญ่ที่สุดและมีสัดส่วนที่ใหญ่มากใน GDP (Gross Domestic Product) หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศฟินแลนด์

    แต่เวลาผ่านไปเพียง 5-6 ปี บริษัทกลับล้มไปเสียดื้อๆ ไม่มีการผลิตโทรศัพท์มือถือโนเกียออกมาอีกแล้ว แล้วยังต้องกลายเป็นบริษัทลูกของ Microsoft ไปในที่สุด ถึงเคยเป็นอันดับหนึ่งของโลกก็ยังไม่รอด เพราะตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

    ในวันที่ต้องประกาศขายกิจการให้กับ Microsoft ผู้บริหารโนเกียแถลงทั้งน้ำตาว่า เราไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แต่เราอยู่ไม่ได้ เราต้องจากวงการนี้ไปแล้ว เราเคยเป็นเบอร์หนึ่งและเราทำดีทุกอย่างเราไม่ได้ทุจริต เราขยันเราทุ่มเท แต่เราต้องเป็นผู้แพ้แล้วจากไปเอง

    ผลเกิดจากไม่ทันการเปลี่ยนเเปลงเเละไม่ปรับตัวนั่นเอง มัวแต่คิดว่าที่ทำอยู่นั้นดีเพียงพอแล้ว พอโลกมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นก็ดูเขาเปลี่ยน แต่เปลี่ยนไม่ทันเขา ธุรกิจใดตั้งหลักไม่ทัน ปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน ก็ต้องตายลงไปในที่สุด

    อีกหนึ่งตัวอย่างที่เราคุ้นเคยในชื่อ ฟิล์มโกดัก สมัยก่อนในประเทศไทยมีร้านฟิล์มสีโกดักมากมายทุกหัวระแหง ทุกบ้านต้องไปซื้อกล้องโกดักบ้าง ซื้อฟิล์มโกดักบ้าง ไปอัดล้างภาพออกมาดูบ้าง แต่ในที่สุดโกดักก็ตามการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลไม่ทันต้องล้มละลายไป ทั้งที่โกดักเป็นผู้ผลิตกล้องดิจิทัลได้สำเร็จเป็นเจ้าแรกของโลก

    วิศวกรของโกดักในปี ค.ศ. 1975 สามารถผลิตกล้องดิจิทัลได้สำเร็จเป็นเครื่องแรกของโลก และเขาไปรายงานเจ้านาย นึกว่าเจ้านายจะดีใจ เจ้านายกลับพูดเพียงสั้นๆ ว่า “ดี” เพราะเจ้านายคิดว่าขายฟิล์มไปเรื่อยๆ ก็ได้กำไรดีอยู่แล้ว ถ้าผลิตกล้องดิจิทัล ฟิล์มก็ขายไม่ได้

    เขามองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่เมื่อมันสำเร็จขึ้นมาแม้ว่าจะยังไม่ได้บอกใคร จะช้าหรือเร็วก็ต้องมีคนค้นพบอยู่ดี แล้วเราจะไปกอดความสำเร็จเก่าๆ อยู่โดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ก็เป็นไดโนเสาร์ไปเท่านั้นเอง

    ไดโนเสาร์ตัวใหญ่ แข็งแรง แต่กลับต้องสูญพันธุ์เพราะปรับตัวไม่ทัน แต่สัตว์ตัวเล็กๆ ที่ปรับตัวทัน กลับรอดชีวิต คนไหนไม่ปรับตัวก็จะเป็นเหมือนไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ใหญ่เท่าไรก็ตายลงเหมือนโกดักและโนเกีย

    บริษัทโกดักยังคาดผิดว่า ถึงลูกค้าจะใช้กล้องถ่ายรูปแบบใดก็ตาม เขาก็ต้องมาล้างอัดภาพที่ร้านโกดักอยู่ดี ตนต้องได้กำไรจากการขายกระดาษล้างอัดภาพ แต่ปรากฏว่าคาดการณ์ผิด คนหันไปถ่ายรูปด้วยโทรศัพท์มือถือ ถ่ายเสร็จข้อมูลรูปภาพก็ถูกจัดเก็บอยู่ในนั้น อยากดูเมื่อใดก็เปิดดู ไม่ล้างอัดภาพอีกต่อไปแล้ว จึงทำให้โกดักล้มละลายในที่สุด ไม่เปลี่ยนแปลงหรือก้าวช้าเกินไปก็ไม่รอด

    ไม่นานมานี้ อาลีบาบา (Alibaba) จะเข้ามาเซ็นสัญญาทำธุรกิจในเมืองไทย ธนาคารไทยต่างก็ผวากันเป็นแถว ต้องรีบประชุมเร่งด่วนเพื่อขอร้องรัฐบาลว่าอย่าเพิ่งนำระบบโอนเงิน Alipay เข้ามาใช้ในประเทศไทย เพราะธนาคารไทยยังมีระบบที่ไม่พร้อมจะสู้กับเขา เพราะเขาเป็นยักษ์ใหญ่ในโลกธุรกิจออนไลน์ ที่จะนำการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงสู่ธุรกิจธนาคาร

    เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ใช้ระบบออนไลน์กัน ตู้เอทีเอ็มที่เดิมถือว่าสะดวกมากยังใกล้จะหมดไปแล้ว เด็กยุคนี้คงนึกไม่ออกว่าสมัยก่อนที่จะมีตู้เอทีเอ็ม เราจะถอนเงินแต่ละครั้ง ต้องไปธนาคาร เสียเวลาเป็นชั่วโมงๆ เพื่อถอนเงินแค่ 200 บาท ต้องไปนั่งรอเจ้าหน้าที่ต่อคิวที่หน้าเคาน์เตอร์ กว่าจะได้เบิกถอนเงินมา 200 บาท
    ต่อมายุคสมัยเปลี่ยนไป เราเดินไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็มแป๊บเดียวเสร็จ แต่มาถึงยุคนี้ตู้เอทีเอ็มเริ่มเป็นของโบราณไปอีกแล้ว เพราะใครๆ ก็ใช้บริการระบบออนไลน์แบงก์กิ้ง มีโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวโหลดแอปธนาคาร จะจ่ายเงินหรือโอนเงิน ทำธุรกรรมทางการเงินง่ายๆ ในโทรศัพท์มือถือใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ไม่ต้องเสียเวลาไปเดินหาตู้เอทีเอ็มอีกต่อไป
    ในประเทศจีนแม้แต่แม่ค้าขายของหาบเร่แผงลอยในตลาดยังจ่ายเงินออนไลน์ แขวนป้ายคิวอาร์โค้ดไว้หน้าแผงลอย พอลูกค้ามาซื้อของก็แค่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคิวอาร์โค้ด จ่ายทางออนไลน์สะดวกมาก มีโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวจะจ่ายบิลซื้อของได้หมดทุกอย่าง

    ธนาคารต่างๆ ให้บริการกับฐานลูกค้าในวงจำกัด เช่น คนจะไปขอกู้เงินจากธนาคารได้ ก็ต้องเป็นผู้ที่ทำงานมีเงินเดือน มีรายได้ที่มั่นคง คนงานหาเช้ากินคำ พ่อค้าหาบเร่แผงลอย ยากจะไปขอกู้ธนาคารได้ แต่อาลีบาบาประกาศจะทำแบงค์กิ้งสำหรับประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะลูกค้ารายเล็กหรือรายใหญ่อาชีพใดๆ อยากจะกู้เงินก็รองรับความต้องการทั้งหมด โดยใช้เวลาทำธุรกรรมทางการเงินเพียงไม่กี่นาที

    บริษัทอาลีบาบาทำได้ เพราะเมื่อลูกค้าทำธุรกรรมการเงินทางออนไลน์ ทั้งซื้อสินค้า จ่ายบิล ผ่าน Alipay ประวัติการใช้เงินของลูกค้าก็จะปรากฏในฐานข้อมูลบิ๊กดาต้า (Big Data) ของอาลีบาบาทั้งหมด เช่น ประวัติการสั่งซื้อ การผ่อนชำระในวงเงินต่างๆ ถ้าประวัติดีจ่ายหนี้ตรงเวลาทุกครั้ง โปรแกรม AI ของอาลีบาบาจะคำนวณได้ทันทีเลยว่าเครดิตทางการเงินของแต่ละคนเป็นอย่างไร

    แอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นนี้ จะสามารถคำนวณเครดิตผู้ขอยื่นกู้ได้โดยไม่ต้องมีหลักประกัน แค่เอ่ยปากคำเดียวเจ้าหน้าที่ก็จะเช็กประวัติเดิมจากการใช้จ่ายจริง ระบบสามารถสรุปได้ทันทีว่าสามารถปล่อยกู้ให้ได้ในวงเงินเท่าไร จากนั้นระบบจะโอนเงินเข้าบัญชีออนไลน์ เป็นอันเสร็จเรียบร้อยในระยะเวลาเพียงไม่กี่นาที เราจะกู้เงินแต่ละครั้ง ไม่ต้องเดินทางไปธนาคารเพื่อทำเรื่องให้ยุ่งยากอีกต่อไป


    ปัจจุบันธนาคารต่างๆ ยังใช้ระบบเดิมคือให้พนักงานสินเชื่อที่มีประสบการณ์มานั่งวิเคราะห์เครดิตผู้ยื่นกู้ ซึ่งในความเป็นจริงพนักงานสินเชื่อต่อให้มีประสบการณ์สูงเท่าใด ก็สู้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ไม่ได้ ที่สามารถวิเคราะห์การให้สินเชื่อจากประวัติการใช้จ่ายจริงทุกรายการของบุคคลได้อย่างละเอียด รวดเร็ว และแม่นยำ
    เพราะฉะนั้น อาลีบาบาสามารถให้สินเชื่อลูกค้าได้ทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ชาวสวนที่มีประวัติในการใช้จ่ายออนไลน์ อย่างนี้ธนาคารไหนๆ ก็ผวาไปตามๆ กัน เพราะต้องเจอกับคู่แข่งรายใหม่ในวงการคอมพิวเตอร์อย่างอาลีบาบานั่นเอง

    อาลีบาบามาพร้อมฐานลูกค้าที่ใช้ Alipay เกือบพันล้านคน ซึ่งข้อมูลการใช้จ่ายของผู้คนนั้นมีค่ามหาศาล บิ๊กดาต้าจึงมีค่ามากในโลกยุคใหม่ ใครกุมข้อมูลคนนั้นคือผู้กุมโลก เป็นผู้มีอำนาจมากที่สุดในโลก และเขาสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ในทางธุรกิจแทบทุกวงการ

    ในโลกที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ การแข่งขันข้ามวงการมักจะเกิดขึ้นเสมอ ใครจะคิดว่ากูเกิล (Google) จะไปเป็นคู่แข่งของโตโยต้า (Toyota) หรือเฟซบุ๊ก (Facebook) จะไปเป็นคู่แข่งของ ไครสเลอร์ (Chrysler) เพราะอยู่คนละวงการกัน แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้เพราะทั้งกูเกิลและเฟซบุ๊กกำลังจะทำรถยนต์ไร้คนขับโดยอาศัยเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ รถยนต์ไร้คนขับจะเป็นเหมือนสมาร์ตโฟนในวงการรถยนต์ ที่สามารถโค่นยักษ์ใหญ่ในวงการเดิมที่ปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงได้อย่างราบคาบ เหมือนที่โนเกียโดนมาแล้ว

    จากเดิมผู้บริโภคส่วนใหญ่คิดว่าไม่กล้านั่งรถที่ไม่มีคนขับ แต่ในอนาคตทุกคนจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา การขับรถเองกลับเป็นเรื่องที่อันตรายมากกว่า อย่างนี้บริษัทรถยนต์ค่ายใดยังผลิตรถยนต์แบบเก่าๆ ก็จะเจ๊งเพราะขายไม่ได้ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทุกประเทศทั้งสหรัฐอเมริกา จีน รวมถึงประเทศต่างๆ จึงหันมาแข่งกันด้านเทคโนโลยีรถไร้คนขับ รถไฟฟ้า รถไฮบริดกันอย่างเข้มข้นทั้งโลก

    โลกเปลี่ยนไปมาก ยักษ์ใหญ่วงการนี้กระโดดไปแข่งขันในวงการโน้น วงการโน้นกระโดดมาแข่งวงการนี้ สลับหน้ากันไปหมดนี่คือ Digital Disruption ความก้าวหน้าของวงการเทคโนโลยีไอทีทำให้อะไรๆ ที่เคยเป็นไปไม่ได้กลับเป็นไปได้

    โอกาสจะเพิ่มมากขึ้นสำหรับผู้ที่มองเห็นช่องทาง เช่นเดียวกัน คนที่เคยสำเร็จมาก่อน ถ้าหลับหูหลับตาไม่ดูการเปลี่ยนแปลงของโลกและไม่ปรับตัว ผลคือจะกลายเป็นไดโนเสาร์แล้วสูญพันธุ์ในเวลาไม่นาน ต่อให้ตอนนี้คุณยิ่งใหญ่เท่าไรก็ตาม อย่างบริษัทโนเกียจากเดิมที่คนเคยพูดถึงว่าสำเร็จได้อย่างไร ก็กลายเป็นถูกพูดถึงว่าสูญไปเพราะอะไร

    เราต้องการให้คนอื่นพูดถึงเราว่าประสบความสำเร็จได้ เพราะอะไรหรืออยากให้เขาพูดว่าเราสาบสูญไปจากโลกนี้เพราะอะไรก็ขึ้นอยู่ที่ว่าเราปรับตัวทันการเปลี่ยนแปลงหรือไม่นั่นเอง

    อยากอยู่รอดต้องปรับตัว

    ในโลกธุรกิจถ้าอยากอยู่รอดก็ต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องยอมรับว่าสิ่งที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือความเสี่ยง

    เมื่อสถานการณ์รอบตัวเปลี่ยนแปลงเร็วมากการรองรับความเสี่ยงอย่างหนึ่งคือการมีสินทรัพย์สะสมไว้ ในแง่บุคคลคือควรมีเงินเก็บ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นรูปแบบของเงินในบัญชีธนาคารเสมอไป เราอาจจะกระจายสินทรัพย์ที่มีเป็นที่ดินบ้าง หุ้นบ้าง เงินฝากบ้าง เป็นต้น

    ปัจจุบันเงินฝากผลตอบแทนต่ำมาก เมื่อ 30 ปีที่แล้วดอกเบี้ยเงินฝากร้อยละ 7-10 ต่อปี แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยเงินฝากร้อยละ 2-3 ก็ถือว่ามากแล้ว เพราะตอนนี้เงินท่วมโลก เราจะจัดการออมเงินหรือลงทุนในรูปแบบใดก็ควรศึกษาให้ดีก่อน

    ในรูปแบบบริษัทก็มีแนวทางเดียวกันบริษัทใดมีหนี้ไม่มากและมีสินทรัพย์อยู่พอสมควร ถือว่ามีความยืดหยุ่นในการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจสูง แต่ส่วนที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือไม่ว่าเราจะเป็นปัจเจกบุคคล นิติบุคคล หรือบริษัทก็ตาม ต้องเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จนมีความรู้เท่าทันโลก และมองเห็นคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงของโลก

    หมดยุคสมัยของการมุ่งแค่เรียนหนังสือให้จบ ได้ปริญญามาหนึ่งใบแล้วคือจบชีวิตการเรียน จากนี้ไปทำงานอะไรสักอย่างไปตลอดชีวิต มันพ้นยุคสมัยแบบนั้นไปแล้ว เราต้องขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา พอเห็นอะไรเปลี่ยนปั้นจำเป็นต้องปรับตัวทันที

    ถ้าเรามีฐานความรู้ที่ดีพอ เราก็จะใช้เวลาปรับตัวไม่นาน ทันกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ แต่ถ้าเราไม่ศึกษา ถึงคราวจำเป็นต้องปรับตัวต้องใช้เวลานานกว่าคนอื่น เราก็อาจไปไม่รอด

    เพราะฉะนั้น ต้องเพิ่มพูนทักษะความรู้ความสามารถของตนเองตลอดเวลาในทุกด้าน พื้นฐานคือเทคโนโลยี ทั้งด้านไอที ด้านภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษและภาษาจีน ในโลกอนาคตใครเก่งภาษาย่อมได้เปรียบเสมอ ที่สำคัญควรศึกษาทิศทางการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ของโลกด้วย

    หากเป็นนิติบุคคลต้องมีทางเลือกหลายๆ ทาง จะเห็นได้ว่าบริษัทใหญ่ๆ มักจะมีบริษัทลูกมาเกื้อหนุนกันทางธุรกิจ พอมองเห็นแนวโน้มอะไรบางอย่างเกิดขึ้นก็ต้องเตรียมรับมือ ยกตัวอย่าง บริษัทใหญ่อย่างปูนซิเมนต์ไทย หรือธนาคารใหญ่ต่างๆ ที่จัดตั้งหน่วยพิเศษขึ้นมาเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะ เขายินดีที่จะจ้างคนเก่งๆ จ่ายเงินเดือนหลักแสนเพื่อศึกษาเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่จะเป็นแนวโน้มใหม่ๆ ของโลกโดยเฉพาะเขาเตรียมศึกษาค้นคว้ากันล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมเอาไว้แล้วหลายปี พอถึงจังหวะของการเปลี่ยนแปลง ก็ต่อยอดความรู้ ก้าวหน้าตามโลกได้ทันท่วงที

    บริษัทใดไม่ได้เตรียมสิ่งเหล่านี้ พอถึงเวลาปรับตัวก็ต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ในโลกของธุรกิจมันช้าและไม่ทันการณ์ พอมีโอกาสต้องขยายธุรกิจไปให้ได้ หรือบางธุรกิจมีปัญหาก็หาธุรกิจอื่นมาช่วยค้ำช่วยเสริมกันได้ทัน ต้องมีไม้ค้ำยันหลายๆ ไม้ เป็นต้น

    ในระดับประเทศก็จำเป็นต้องสร้างความพร้อมหลายๆ ด้าน เช่นกัน ยกตัวอย่างประเทศซาอุดีอาระเบียที่เคยมีภาพลักษณ์ ร่ำรวยหรูหรา ทัพนักกีฬาไปแข่งขันที่ใดต้องเหมาจองโรงแรมระดับห้าดาว เหมาเช่าเครื่องบินหรูยกลำ

    แต่ปัจจุบันภาพจำเหล่านั้นได้หายไปแล้ว เพราะราคาน้ำมันซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศเริ่มปรับตัวขึ้นๆ ลงๆ อย่างไม่มีเสถียรภาพ เนื่องจากโลกมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น รถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นมา เป็นต้น อีกหน่อยน้ำมันอาจจำเป็นน้อยลงสำหรับโลกเรา ถ้าผู้คนหันไปใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์กันมากขึ้น รวมทั้งมีแหล่งน้ำมันใหม่ๆ เข้ามาเป็นคู่แข่ง เช่น Shale oil (น้ำมันที่ถูกกักอยู่ในชั้นหินดินดาน) แล้วซาอุดีอาระเบียก็พึ่งพารายได้จากน้ำมันที่มากเกินไปต่อ GDP ของประเทศ


    ซาอุดีอาระเบียเริ่มปรับตัวโดยเริ่มขึ้นราคาน้ำมันในประเทศจากเดิมที่ราคาถูกมากและเริ่มหาทางสร้างธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้มีคนเสียผลประโยชน์มากมาย จึงมีกระแสต่อต้านเกิดขึ้นไม่น้อย แต่ผู้บริหารประเทศก็รู้ว่าถ้าไม่เปลี่ยนอนาคตต่อไปประเทศเขาจะลำบาก เพราะฝากระบบเศรษฐกิจของประเทศไว้กับธุรกิจเพียงอย่างเดียวคือธุรกิจน้ำมัน
    เพราะฉะนั้น เราจะเป็นผู้นำในองค์กร หรือธุรกิจระดับใด แม้กระทั่งการรับผิดชอบตนเองก็ตาม เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเสมอ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์คือไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงเสมอ เราต้องพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงนั้น

    โลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนเเปลงที่รวดเร็ว
    เเละมีอัตราเร่งความเร็วที่มากขึ้น

    ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องปรับตัวให้ทัน
    ถ้าปรับตัวทัน เราจะอยู่ในสังคมโลกนี้ได้อย่าง
    ชาญฉลาดเเละประสบความสำเร็จ
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=19968

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 กันยายน 2026 at 23:07

แชร์หน้านี้

Loading...