เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 15 เมษายน 2026 at 05:07.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,087
    ค่าพลัง:
    +26,900
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,087
    ค่าพลัง:
    +26,900
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ นอกจากจะเป็นวันมหาสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ดั้งเดิมของไทยอย่างแท้จริงแล้ว พวกเรายังมีการก่อพระเจดีย์ทรายแข่งขันกัน ซึ่งธรรมเนียมการก่อพระเจดีย์ทรายนั้น มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกด้วย ก็คือมีบุรุษผู้หนึ่งลงไปที่ริมแม่น้ำ เห็นว่ามีทรายอยู่เป็นจำนวนมาก ก็ตั้งใจพูนทรายขึ้นมาเป็นรูปเจดีย์ แล้วก็ปลดเอาผ้าของตน ผูกปลายไม้ เสียบไว้บนนั้น ตั้งใจอุทิศบูชาพระรัตนตรัย ได้ยินเสียงลมแม่น้ำพัดมา แล้วผ้าของตนที่ตั้งใจปักไว้เป็นธงบนยอดเจดีย์ สะบัดลมเสียงดังพรึ่บ ๆ อยู่ ก็รู้สึกปลื้มใจมาก ถือเอาเสียงนั้นเป็นนิมิตอยู่นาน

    แต่ด้วยความที่ว่าเมื่อถึงเวลาสิ้นชีวิตแล้ว กำลังใจไม่ได้เกาะความดีอะไรเลย เมื่อตายแล้วจึงไปปรากฏอยู่ในขุมนรก ด้วยความที่ว่าบุญซึ่งทำไว้มาหนุนเสริมพอดี ได้ยินเสียงนายนิรยบาลที่ใช้แหเหล็กทอดจับสัตว์นรก เสียงดังเหมือนอย่างกับผ้าของตนเองสะบัดลม ทำให้ระลึกถึงบุญเก่าที่ได้ก่อพระเจดีย์ทรายและถวายผ้าเป็นพุทธบูชา จึงอันตรธานจากนรก ขึ้นไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ ต้องบอกว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ได้มีมากนัก เนื่องเพราะว่าส่วนใหญ่ถ้าลงนรกแล้วก็รอดยาก..!

    คราวนี้พอมาถึงเมืองไทยของเรา ตั้งแต่โบราณมาก็มีค่านิยมในการ "ขนทรายเข้าวัด" การขนทรายเข้าวัดนั้นมีสองความเชื่อ อย่างแรกก็คือเพื่อที่ให้วัดได้มีทรายเอาไว้ในการก่อสร้างเสนาสนะ แต่เราท่านทั้งหลายต้องเข้าใจว่าแต่ดั้งเดิมมานั้น บ้านเราแทบจะไม่ได้ใช้ปูนใช้ทรายในการก่อสร้างเลย ส่วนใหญ่ก็เป็นอาคารไม้ ไม่ว่าจะเป็นศาลา เป็นกุฏิ หรือแม้กระทั่งโบสถ์ก็เป็นอาคารไม้เช่นกัน

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น จึงมาตรงกับความเชื่อที่สอง ก็คือขนทรายเข้าวัดเพื่อเป็นการชำระหนี้สงฆ์ ซึ่งโบราณนั้นคนมีจิตละเอียดมาก เห็นว่าการเดินเข้าวัดออกวัดนั้น อาจจะมีเศษฝุ่นเศษดินติดเท้าไปด้วย อาจจะทำให้ติดค้างหนี้สงฆ์เพราะเป็นสิ่งของภายในวัด

    สมัยกระผม/อาตมภาพยังเด็กอยู่ เวลาแม่หรือพี่สาวไปวัด ก็จะให้หยิบดินก้อนหนึ่งในไร่ของตนเองใส่หาบไปด้วย พอเข้าวัดก็ไปโยนเอาไว้ตามบริเวณที่ว่าง ถือว่าเป็นการชำระหนี้สงฆ์ ทดแทนเศษดินที่อาจจะติดเท้าของตนเองไป
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,087
    ค่าพลัง:
    +26,900
    คราวนี้การขนทรายเข้าวัดที่เชื่อว่าเป็นการชำระหนี้สงฆ์นั้น ยังถือว่าเป็นความสนุกสนานของคนหนุ่มคนสาวด้วย เพราะว่าสมัยก่อนจะมีการงมทรายในแม่น้ำ บรรดาหนุ่ม ๆ ก็จะอาสาดำลงไปตักทรายที่ก้นแม่น้ำมาส่งให้ สาว ๆ ก็รับทรายมาแล้วก็เทใส่เรือ เมื่อได้จำนวนพอเพียงตามที่ต้องการก็พายไปวัด ไปช่วยกันหาวิธีขนขึ้นวัดอีกครั้งหนึ่ง

    ทำให้ในสมัยก่อนซึ่งหนุ่มสาวมีโอกาสใกล้ชิดกันมีน้อยมาก ๆ เพราะว่าผู้หญิงได้รับการสอนมาให้รักนวลสงวนตัว โอกาสที่ผู้หญิงกับผู้ชายจะได้เจอกัน ส่วนใหญ่ก็เป็นงานเทศกาล เป็นงานวัด หรือว่าเวลาไปทำบุญที่วัด บรรดาเทศกาลหรือพิธีกรรมต่าง ๆ อย่างเช่นการขนทรายเข้าวัด จึงเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้ใกล้ชิดกัน มีโอกาสพูดคุยฝากรักกันได้ ไม่เหมือนกับสมัยนี้ ที่เจอหน้าก็ขอไลน์แล้วก็ไปคุยกันเอง..!

    เนื่องเพราะว่าสมัยก่อน ผู้ใหญ่มักจะต้องช่วยดูเนื้อคู่ให้กับลูกของตนเอง ซึ่งถ้าโดยสายตาผู้ใหญ่แล้ว ก็มักจะเห็นตั้งแต่หนุ่มสาวนั้นยังเด็ก ๆ เติบโตขึ้นมามีนิสัยใจคออย่างไรก็รู้กันหมด จึงมักจะเลือกคู่ครองให้กับบุตรหลานของตนโดยไม่ผิดพลาด แต่ก็ไม่ถึงขนาด "คลุมถุงชน" ทีเดียว เนื่องเพราะว่ายังมีโอกาสได้พบปะกันยามเทศกาล เหล่านี้เป็นต้น

    พวกเราจะได้เห็นว่า ในเรื่องของการก่อพระเจดีย์ทรายนั้น สืบเนื่องมาจากการขนทรายเข้าวัดเพื่อชำระหนี้สงฆ์ เพียงแต่ว่าไหน ๆ ก็ขนมาแล้ว จึงมีการก่อเป็นเจดีย์ เป็นรูปร่างต่าง ๆ อยู่ในลักษณะทำถวายเป็นพุทธบูชาแบบในพระไตรปิฎก พูดง่าย ๆ ก็คือทำทั้งทีก็ขอให้ได้บุญหลายอย่างหน่อย

    คราวนี้การก่อพระเจดีย์ทรายที่ขึ้นหน้าขึ้นตานั้น ก็คงต้องเป็นงานสงกรานต์แถวบางละมุง แถวพัทยา เพราะว่าบรรดานักก่อพระเจดีย์ทรายมืออาชีพจะไปรวมกันอยู่ที่นั่น แต่ละรายทำได้อลังการยิ่งใหญ่มาก ๆ จนกระทั่งบางทีกรรมการก็ตัดสินได้ยาก ต้องมีการสอบถามแนวคิดว่า เหตุที่สร้างแบบนี้นั้นมุ่งหมายถึงอะไร ? บางทีฝีมือกินกันไม่ลง แต่ไปแพ้ชนะกันตรงแนวคิดนั่นเอง ส่วนของพวกเรานั้น ถ้าหากว่าไปเปรียบกับเขา ก็เป็นเด็กอนุบาลไปเทียบกับคนจบมหาวิทยาลัย แต่ก็ยังดีว่า อย่างน้อยพวกเราก็ได้ช่วยกันก่อเจดีย์ถวายเป็นพุทธบูชา

    แล้วแนวคิดบางอย่างที่สามเณรทำเจดีย์เป็นรูปเต่า โดยอธิบายว่าแทนการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ซึ่งมีการเปรียบเทียบว่าเหมือนกับเต่าตาบอดตัวหนึ่ง อยู่ในท้องทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นลม แล้วในทะเลนั้นก็มีแอกเล็ก ๆ ขนาดพอสวมคอเต่าได้เท่านั้น ๑๐๐ ปีเต่าตัวนั้นโผล่ขึ้นมาทีหนึ่ง ๑๐๐ ปี โผล่ขึ้นมาทีหนึ่ง ถ้าหากว่าหัวเต่าสวมกับแอกได้พอดี นั่นคือโอกาสของการได้ไปเกิด ๑ ครั้ง เราจะเห็นว่าโอกาสนั้นยากเย็นจนแทบจะไม่มีโอกาสเลย
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,087
    ค่าพลัง:
    +26,900
    พวกเราทั้งหลายจึงควรที่จะระลึกถึงบาลีที่ได้กล่าวว่า กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ การจักได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก ลองเปรียบเทียบดูกับเต่าตาบอดในทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นลม แล้ว ๑๐๐ ปีค่อยโผล่ขึ้นมาครั้งหนึ่งดู ว่ายากเว็นแสนเข็ญขนาดไหน ?!

    กิจฺฉํ มจฺจาน ชีวิตํ การรักษาชีวิตให้อยู่รอดมาจนถึงบัดนี้ก็เป็นเรื่องแสนยาก เนื่องเพราะว่าชีวิตคนมีอยู่แค่ลมหายใจเข้าออกเท่านั้น หายใจออกไม่หายใจเข้าก็ตายแล้ว หายใจเข้าไม่หายใจออกก็ตายอีกเช่นกัน การที่จะรักษาชีวิตจนถึงปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่ยากเป็นอย่างยิ่ง

    ประการต่อไปคือ
    กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํสิ่งที่ยากที่สุดอีกประการหนึ่งก็คือการได้ฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำว่าฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ไม่ใช่ฟังจากพระโอษฐ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรงก็ได้ ต่อให้เราได้ฟังจากผู้อื่นที่รับฟังมาก็ดี ฟังจากหมู่สงฆ์ก็ตาม หรือว่าอ่านเอาหลักธรรมที่บันทึกเป็นหนังสืออยู่ก็ใช้ได้ เพียงแต่ว่าในช่วงที่โลกว่างจากพระพุทธศาสนานั้นมีมากเหลือเกิน จึงทำให้โอกาสที่จะได้ฟังธรรมนั้นกลายเป็นของยากอย่างยิ่ง

    ประการสุดท้ายคือ กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท การอุบัติขึ้นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นยากที่สุด เพราะว่าต้องบำเพ็ญบารมีอย่างน้อย ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป ซึ่งเป็นการบำเพ็ญบารมีในช่วงปลายเท่านั้น ในช่วงต้นที่คิดว่าเราจะเป็นพระพุทธเจ้า ก็ว่าไป ๗ อสงไขยกัปแล้ว ช่วงกลางที่พูดว่าเราจะเป็นพระพุทธเจ้า ก็ว่าไปอีก ๙ อสงไขยกัป แล้วค่อยตั้งหน้าตั้งตำเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าอีก ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป พูดง่าย ๆ ก็คือต้องสร้างบารมีอย่างต่ำสุดอยู่ที่ ๒๐ อสงไขยกัปเป็นอย่างน้อย
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,087
    ค่าพลัง:
    +26,900
    คำว่า อสงไขยนั้น เป็นอสงไขยของกัป ไม่ใช่อสงไขยของเวลาทั่วไป ซึ่งกัปหนึ่งนั้นอรรถกถาจารย์ท่านเปรียบไว้ว่า มีภูเขาเนื้อหินล้วนอยู่ลูกหนึ่ง กว้าง ๑ โยชน์ ยาว ๑ โยชน์ สูง ๑ โยชน์ ก็คือกว้าง ยาว สูง ด้านละ ๑๖ กิโลเมตร เวลาผ่านไป ๑๐๐ ปี มีเทวดาเอาผ้าเนื้ออ่อนเหมือนสำลีมาเช็ดภูเขานั้นครั้งหนึ่ง ๑๐๐ ปีผ่านไปมาเช็ดอีกครั้งหนึ่ง ภูเขาลูกนั้นสึกเสมอพื้นแล้วยังไม่ได้เวลา ๑ กัปเลย ดังนั้น..ในแต่ละกัปจึงมีการเวียนว่ายตายเกิดกันนับชาติไม่ถ้วน กว่าที่จะสั่งสมบารมีจนบรรลุเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเป็นเรื่องที่ยากที่สุด..!

    แต่ว่าเราท่านทั้งหลายมีโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา ได้ฟังธรรมแล้วน้อมนำมาปฏิบัติ ถือว่าเราเป็นผู้ที่โชคดีมหาศาล ก็คือยังอยู่ในพุทธกาลที่หลักธรรมยังสมบูรณ์บริบูรณ์ ผู้ใดที่ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรม ย่อมได้รับผลตามสมควรแก่การปฏิบัติของตน

    เราท่านทั้งหลายจึงควรคิดเอาไว้ว่า ในเมื่อเกิดมายากขนาดนี้แล้ว เราจะตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติความดี เพื่อเป็นเครื่องประกันที่ไปในโลกหน้าของเรา หรือว่าเราจะปล่อยเหมือนกับปลาตายลอยน้ำไป ก็แล้วแต่ท่านทั้งหลายตัดสินใจกันเอาเอง

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๑๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...