เหรียญสายมหาอุตย์ยิงไม่ออก จากบทสัมภาษณ์ดาบธี ภาค ๗

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1774712014159.jpg 1774712040684.jpg 1774712056001.jpg 1774711837007.jpg


    เรื่องเล่าเกี่ยวกับระเบิdและเหรียญของหลวงปู่หนู
    ประวัติความเป็นมาของสุดยอดพระเกจิอาจารย์ แห่งเมืองราชบุรี “หลวงปู่หนู ฉินนะกาโม วัดทุ่งแหลม”
    เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าที่ถูกเล่าต่อๆกันมาซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 2524 เมื่อครั้งที่อาสาสมัครท่านหนึ่งมีชื่อว่านายกู้เกียรตินามสกุลบัวบาน มีสมาชิกในครอบครัวด้วยกันทั้งหมดสี่คนซึ่งประกอบด้วยนายกู้เกียรติและภรรยา รวมทั้งลูกชายอีกสองคน ที่อาศัยอยู่ในอำเภอสวนผึ้งจังหวัดราชบุรีซึ่งนายกู้เกียรตินั้นมีอาชีพเป็นชาวไร่ชาวสวนรวมทั้งเป็นอาสาสมัครให้กับรัฐบาล จึงมีหน้าที่ในการคุ้มครองหมู่บ้าน จึงทำให้นายกู้เกียรติได้รับแจกอาวุธที่จำเป็นจะต้องไปใช้ในการปกป้องหมู่บ้านซึ่งเป็นหน้าที่ที่นายกู้เกียรติจะต้องทำเพื่อราชการสงครามอาวุธที่ได้รับการแจกมีทั้งปืn รวมถึงระเบิdสังหารเพื่อใช้ในการปฎิบัติหน้าที่ เนื่องจากในช่วงนั้นมีกลุ่มคอมมิวนิสต์ที่ค่อนข้างหลากหลายจึงทำให้หมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่นั้นไม่ปลอดภัย

    ในวันหนึ่งเมื่อตรงกับวันพระนายกู้เกียรติและภรรยาก็ได้ไปทำบุญที่วัดทุ่งแหลม และได้ปล่อยให้ลูกชายอยู่กันสองคนตามลำพังคอยเฝ้าบ้าน จนกระทั่งถึงช่วงเวลาประมาณ 8 โมงครึ่ง ชาวบ้านที่มาทำบุญต่างพากันได้ยินเสียงระเบิdดังลั่นเนื่องจากวัดกับบ้านของนายกู้เกียรตินั้นอยู่ไม่ไกลจากกันมากนัก หัดมาภายในไม่กี่นาทีก็ได้มีคนขับรถมอเตอร์ไซต์มาแจ้งกับนายกู้เกียรติว่าเกิดเหตุการณ์ระเบิdขึ้นที่บ้านของเขาและเห็นลูกชายของเขาทั้งสองคนกำลังนอนจมกองเลือดอยู่ จึงทำให้นายก่อเกียรติและภรรยารีบไปดูที่บ้านจากนั้นก็นำลูกลูกของพวกเขาส่งโรงพยาบาลโดยด่วน แต่เมื่อไปถึงที่โรงพยาบาลหมอกลับไม่กล้ารักษา เพราะกลัวว่าจะยื้อชีวิตของเด็กเอาไว้ไม่ได้เนื่องจากอุปกรณ์เครื่องไม้ในการรักษาไม่พร้อมนัก จึงทำให้ต้องย้ายโรงพยาบาล

    จากนั้นเมื่อคุณหมอได้ทำการล้างแผลเพื่อหาสะเก็ดระเบิด แต่กลับพบว่ามีสะเก็ดระเบิdอยู่น้อยมากที่ติดตามร่างกาย อีกทั้งเด็กเด็กทั้งสองคนยังมีอาการเจ็บปวดเนื่องจากบาดแผลระบบเท่านั้นไม่ได้มีอาการอื่นๆเพิ่มเติมแต่อย่างใดยิ่งสร้างความปลัดใจให้กับคุณหมอและนายกูเกลียดอย่างมากและเมื่อทำการรักษาบาดแผลเสร็จแล้วเด็กก็สามารถกลับบ้านได้ตามปกติราวกับว่าไม่ได้ถูกระเบิดมา

    และเมื่อกลับถึงบ้านนายกู้เกียรติจึงได้ความว่า สาเหตุที่มีการระเบิdเกิดขึ้นเนื่องจากลูกของเขานำระเบิdออกมาแกะเล่น จึงทำให้เกิดความเสียหายและระเบิdขึ้นแต่สิ่งที่น่าปลัดใจก็คือเด็กทั้งสองกลับยังคงมีชีวิตอยู่และได้รับบาดแผลจากสะเก็ดระเบิdเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงยิ่งทำให้นายกู้เกียรติมีความเชื่อว่าเป็นเพราะบารมีของ เหรียญหลวงปู่หนู วัดทุ่งแหลมอย่างแน่นอน เนื่องจากลูกชายทั้งสองคนของเค้าได้แขวนเหรียญกันไว้คนละองค์ จากนั้นเรื่องราวนี้ก็เป็นที่ฮือฮาและถูกร่ำลือกันอย่างเสมอมา

    ประวัติ หลวงปู่หนู ฉินนกาโม วัดทุ่งแหลม

    หลวงปู่หนู ฉินนกาโม ชื่อเดิมว่า “หนู เจริญรักษา” เกิดเดือนธันวาคม พ.ศ.2438 หมู่ที่ 5 บ้านหนองโพ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี โยมบิดาชื่อ “นาย

    ฮง” โยมมารดาชื่อ “นางบาง” “เด็กชายหนู เจริญรักษา” เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดหนองโพ ช่วยบิดา-มารดา ทำงานทางบ้าน

    จากนั้นได้บวชเป็นสามเณร ณ วัดหนองโพ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท ตามลำดับ แล้วหันมาสนใจวิชา

    ทางไสย-ศาสตร์เวทย์มนต์คาถาพุทธาคม จึงไปขอเรียนวิชาการต่างๆ กับ ”หลวงพ่อหลาบ” วัดแสนตอ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี แล้วจึงมาเรียนกับ

    “หลวงพ่อหลุง” วัดทุ่งสมอ อีก 3 ปี กระทั่งอายุครบบวชในปี พ.ศ.2458 ได้ทำการอุปสมบทที่ วัดใหม่เจริญผล อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี โดยมี “

    หลวงพ่อปลิว” เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วไปจำพรรษาอยู่ที่วัดสำนักคร้อ ต.ตะคร้ำเอน ได้หนึ่งพรรษาจึงไปเรียนวิชาพุทธาคมและวิปัสสนากับ “หลวงพ่อ

    โหน่ง” วัดคลองมะดัน จ.สุพรรณบุรี ได้สามพรรษา จากนั้นไปเรียนวิชาต่อกับ “หลวงพ่อจันทร์” วัดบ้านยาง อ.บ้านโป่ง และมาเรียนต่อที่ “หลวงพ่อ

    แช่ม” วัดตาก้อง จ.นครปฐม จงได้กลับมาจำพรรษาที่อยู่ที่วัดสำนักคร้อ เหมือนเดิม

    จนคณะสงฆ์เห็นในศีลาจารวัตรของท่านเหมาะสม จึงได้นิมนต์ให้ไปเป็นเจ้าอาวาส วัดกระต่ายเต้น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี อยู่ได้ไม่นานเกิดความ

    เบื่อหน่ายกับการบริหารจักการวัดของคณะกรรมการ จึงได้ลาสิกขา ออกไปใช้ชีวิตฆราวาสอยู่ที่ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี ระหว่างที่เป็นฆราวาสก็ได้เข้า

    วัดปฏิบัติธรรมอยู่เป็นประจำ ต่อมาจึงได้ตัดสินใจบวชอีกครั้ง เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2502 ณ วัดกุฎบางเค็ม อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี โดยมี “พระครู

    เกษม สุตคุณ” เป็นพระอุปัชฌาย์ “พระมหาเปรย” เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ฉินนกาโม” และได้จำพรรษา ณ วัดไทยธรรมาราม อ.เมือง

    จ.สุราษฎร์ธานี ได้ 3 พรรษา จึงได้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดกุฎบางเค็มอีก 1 พรรษา ต่อมาก็ได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดสำนักคร้อ ต.ตะคร้ำเอน

    อ.ท่ามะกา จนถึงปี พ.ศ.2510 ชาวบ้านทุ่งแหลมและลูกศิษย์ที่รู้จักมักคุ้นกับหลวงปู่ ซึ่งได้ย้ายมาทำมาหากินอยู่ในพื้นที่บ้านทุ่งแหลมแถบนี้ จึงได้

    นิมนต์ให้หลวงปู่หนูมาจำพรรษา ที่วัดทุ่งแหลม ซึ่งไม่มีพระอยู่จำพรรษา เมื่อหลวงปู่ย้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดทุ่งแหลมก็ได้เริ่มก่อร่างสร้างวัดทุ่ง

    แหลม ซึ่งของเก่านั้นเป็นกุฏิหลังเล็กมุงด้วยหญ้าคา หลวงปู่และชาวบ้านจึงได้ช่วยกันสร้างกุฏิหลังใหม่ ยกพื้นเป็นไม้ทั้งหลังมุงด้วยสังกะสี ในปี

    พ.ศ.2518 เริ่มวางรากฐานพระอุโบสถและได้ยกช่อฟ้าปี พ.ศ.2523 จึงได้แล้วเสร็จ ต่อมาได้ทำการสร้างศาลาการเปรียญและโรงครัวตามลำดับ

    หลวงปู่หนูอยู่มาจนถึงปี พ.ศ.2529 ท่านจึงได้ละสังขารด้วยวัยอันชราภาพ เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2529 สิริอายุได้ 92 ปี

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนห่มคลุมหลวงปู่หนูวัดทุ่งแหลม ปี ๒๕๒๔

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ

    IMG_20260328_223607.jpg IMG_20260328_223646.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 มีนาคม 2026
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    FB_IMG_1774777397175.jpg

    คนเฒ่าคนแก่เคยบอกว่า หลวงพ่อกลั่น ท่านขลังขนาดเคยนั่งปรกปลุกเสก จนปลัดสั่นเขยื้อน กระโดดในบาตรไปมาเลยที

    หลวงปู่กลั่น คุณวโร แห่งวัดอินทราวาส อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง แรกเริ่มเดิมที ท่านเป็นชาวโพธิ์พระยา จ.สุพรรณบุรี สมัยยังเป็นฆราวาส ก็มีชีวิตเหมือนลูกผู้ชายไทยในอดีต คือ.เสือเก่า ท่านมีความสนิทสนม กันมากกับ อดีตเสือใหญ่แห่งเมืองสุพรรณฯ (เสือฝ้าย เพ็ชนะ)

    ท่านขลังมาตั้งแต่ก่อนบวชเสียอีก เพราะยามว่างท่านก็ไปรับจ้างลงใบลานในวัด และ เล่าเรียนวิชาจาก
    พระอาจารย์ (หลวงปู่อ่อน อุตโม วัดชีสุขเกษม เป็นพระอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาหลักๆของท่านเป็นส่วนใหญ่-ต้นตำหรับพระยันต์ที่ท่านใช้เป็นตัวหลักคือ."น.ทอทรหด")
    หลวงปู่คำ วัดหน่อพุทธางกูล (อยู่ตรงกันข้าม) ท่านแสวงหาวิชา-พระอาจารย์ผู้ทรงคุณมากมายหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น
    หลวงพ่ออี๋(ไปเอา"กันหะ เนหะ"),
    หลวงพ่อภักต์ วักโบสถ์,
    หลวงพ่อภู วัดดอนรัก (เอาการสร้างตะกรุด),
    หลวงพ่อคำ วัดโพธิ์ปล้ำ,
    พ่อท่านคล้าย สวนขัน (เอา ฤ ฤามา-ฦ ฦาไป ใช้เวลา.6 เดือนกว่าจะได้.ใช้เวลาเรียนมาที่สุดในเท่าที่เรียนมาทุกๆ พระอาจารย์ฯ) และ ฆราวาส(อิสลาม) จ.ปัตตานี (เอาวิชาดูตูดจาน"เปิด3โลก")
    ส่วนที่ว่า ท่านเป็นลูกศิษย์ ลพ.ดิ่ง วัดบางวัวนั้นไม่จริง ท่านไม่เคยไปเรียนกับ ลพ.ดิ่ง บางวัวเลย วิชา.ลิง(หนุมาน) และปลักขิก ท่านเรียนมาจาก ลป.อ่อน อุตโม ทั้งสิ้น เพราะ ลป.อ่อน อุตโม ท่านสร้างปลัดขิก และ ลิงไม้แกะ ด้วย ส่วนพระยันต์ (สัพวิชาต่างๆ) ลป.กลั่น คุณวโรท่านนำมาใส่เสริมลงไปในวัตถุมงคลท่าน (เปรียบเสมือนยาหม้อใหญ่) วัตถุมงคลของท่านที่ทุกท่านรู้จักเสียส่วนใหญ่ ก็คือ.ปลัดขิก แต่จริงๆท่านสร้างไว้มากมาย ล้วนแล้วแต่มากประสบการณ์มากมาย วัตถุมงคลท่านๆท่านเสกเอง องค์เดียว ไม่นิมนต์ท่านใดมาร่วมเสก

    ท่านเคยบอกว่า (สมัยสร้างพระประธานในโบสถ์"หลวงพ่อในโบสถ์"พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์")ว่า.
    (ลูกศิษย์): ลป.ครับ จะนิมนต์พระอาจารย์รูปใดบ้าง มาฉลองโบสถหลังใหม่และพระประธาน
    (ลป.กลั่น คุณวโร): จะเชิญท่านมาทำไม เราก็สร้างเอง-เสกเองได้ ดั่งที่ที่โบราณท่านว่าไว้.ชาติเสือ ไม่ขอเนื้อใครกิน
    วัตถุมงคลของท่านก่อนที่จะให้ใครไป ท่านจะต้องมั่นใจดีแล้วจึงให้ไป ท่านว่า.มันจะเป็นบาป-เป็นกรรม แต่ท่านก็ไม่เคยบอกกล่าวใครนะว่า.ของท่านดีอย่างไร-กันอะไร ท่านก็แค่กล่าวว่า.ของดี-ของมงคล จะเอาไว้ที่บ้านก็ดี เป็นมงคลบ้าน ไว้ที่ตัวก็ดี เป็นมงคลตัว ใครจะมาบอกว่า.พอเอาของท่านไปๆพบเจออะไรบ้างท่านก็เฉย กล่าวแต่ว่า.ก็ดี เป็นของมงคล แล้วก็ยิ้ม /

    พระผู้ที่ชาวอ่างทองให้ความเคารพนับถือมาก ท่านดังทางด้านปลัดขิกครับ วัตถุมงคลท่านมีประสบการณ์มาก โดยเฉพะด้านเมตตา และมหาอุตม์ นั้นเป็นที่เลื่องลือมาก คนเฒ่าคนแก่เคยบอกว่า หลวงพ่อกลั่น ท่านขลังขนาดเคยนั่งปรกปลุกเสก จนปลัดสั่นเขยื้อน กระโดดในบาตรไปมาเลยที

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จผสมเกศาหลวงพ่อกลั่นวัดอินทราวาส มีเกศาหลวงพ่อผสมเห็นชัดหลายเส้นทั้งด้านหน้าและด้านหลังองค์พระ ด้านหลังมีลิงอุ้มปลัด วิชาถนัดขลังเด่นดังของหลวงพ่อ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260329_164436.jpg IMG_20260329_164508.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 31 มีนาคม 2026
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    FB_IMG_1774772962429.jpg FB_IMG_1774776777775.jpg FB_IMG_1774776780858.jpg FB_IMG_1774776785756.jpg


    หลวงปู่ทวดประทับทรง พ่อท่านนอง วัดทรายขาว

    กดพิมพ์เป็นปฐมฤกษ์นั้น กำหนดในวันที่ 6 กุมภาพันธ์
    2536 พราหมณ์บวงสรวงสังเวยเทวดาและฤกษ์แล้ว ท่านอาจารย์นองก็ขึ้นแท่น
    เททองหล่อรูปเท่าองค์จริง
    ขณะเททองนั้น ก็เกิด เหตุการณ์ประหลาดคือใบหน้าของท่านพระอาจารย์นองเกิดเครียดและดูเหี่ยวย่นกว่าใบหน้าจริงไปมาก หลังคุ้ม ลงและตัวสั่นเหมือนคนแก่อายุมากๆ แต่ ท่านอาจารย์นองยังคงฝืนสติไว้ได้ไม่สั่นจนเททองไม่ได้ เพราะท่านคงจะเกรงว่าจะ
    เททองไม่ติด พอเททองแล้วเสียงของท่านพระอาจารย์นองก็เปลี่ยนไป แสดงให้
    เห็นถึงการที่ไม่อาจจะต้านทานวิญญาณของหลวงปู่ทวดไว้ได้อีกต่อไปแล้ว
    "ไปเอาแม่พิมพ์มาเลย"

    หลวงพ่อทวด อ.นอง วัดทรายขาว รุ่นโปรดสัตว์ ปราบทุกข์ภัย ก้าวหน้า เนื้อผงผสมว่าน ปี 2536 พิมพ์ใหญ่ ในปี พ.ศ.2536 ศูนย์อำนวยการบริหาจ.ชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)ซึ่งมีหน้าที่ภารกิจหลักเพื่อพัฒนาชาติโดยเฉพาะพื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ ได้มีการจัดสร้างวัตถุมงคล รุ่นโปรดสัตว์ ปราบทุกข์ภัย ก้าวหน้า ได้รับความเมตตาจากท่านอาจารย์นอง แห่งวัดทรายขาว เป็นประธานในพิธีปลุกเสก โดยกำหนดเททองหล่อองค์และกดพิมพ์พระเครื่องเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2536 และประกอบพิธีพุทธาภิเษกในวันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๕ ตรงกับวันที่ 27 มีนาคม 2536(ตรงกับฤกษ์เสาร์ ๕)

    โดยมีการจัดสร้างวัตถุมงคลดังนี้

    1.พระบูชาปางธุดงค์ เนื้อโลหะสัมฤทธิ์รมดำ มี 2 ขนาด (ใหญ่/เล็ก)

    2.ลูกแก้ว

    3.พระพิมพ์หลวงพ่อทวด พิมพ์พระประธานจำนวน 1 พิมพ์ และขนาดเล็ก 1 พิมพ์ เป็นพระปางธุดงค์ เนื้อผงผสมว่าน

    พระครูธรรมกิจโกศล (พระอาจารย์นอง ธมฺมภูโต) วัดทรายขาว จ.ปัตตานี

    “เกจิดัง” พระอาจารย์นอง วัดทรายขาว ปัตตานี

    เจ้าตำรับตะกรุดนารายณ์แปลงรูป “กระฉ่อนเมือง”

    พระครูธรรมกิจโกศล หรือ พระอาจารย์นอง ธมฺมภูโต เดิมชื่อ “นอง หน่อทอง“เกิด เมื่อวันเสาร์ แรม 6 ค่ำ เดือน 11 ปีมะแม ตรงกับวันที่ 15 ตุลาคม 2462 ที่ ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี โยมบิดาชื่อ นายเรือง หน่อทอง โยมมารดาชื่อ นางทองเพ็ง มีพี่น้อง 3 คน คนแรก คือตัวพระอาจารย์นอง คนที่สองนางทองจันทร์ และคนที่สามนายน่วม พระอาจารย์นองเรียนจบ ป.3 ที่โรงเรียนนาประดู่ ขณะมีอายุ 15 ปี ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนาทำสวน และบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อายุ 19 ปี ที่วัดนาประดู่ มีพระพุทธไสยารักษ์ (นุ่ม) วัดหน้าถ้ำ เป็นพระอุปัชฌาย์ แต่บวชได้ 1 เดือน ก็ลาสิกขาออกมาช่วยพ่อแม่ทำนาทำสวนต่อไประยะหนึ่ง จนกระทั่งอายุได้ 21 ปี เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2482 ก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดนาประดู่ โดยมีพระครูวิบูลย์สมณกิจ (ชุ่ม) วัดตุยง เจ้าคณะเมืองหนองจิก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการดำ วัดนางโอ และพระครูภัทรกรโกวิท (แดง)วัดนาประดู่ เป็นพระคู่สวดได้ฉายา “ธมฺมภูโต” อยู่วัดนาประดู่ได้ 12 พรรษา จากนั้นย้ายมาจำพรรษาที่วัดทรายขาว จนได้เป็นเจ้าอาวาส และเป็นเจ้าคณะตำบลโคกโพธิ์ตราบจนมรณภาพ

    สำหรับ พระอาจารย์นองเป็นสหธรรมิกกับพระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ เคยร่วมสร้างพระเครื่องหลวงพ่อทวดเนื้อว่านเมื่อปี 2497 จนโด่งดังทั่วสารทิศ และต่อมาพระอาจารย์นองได้สร้างเครื่องรางของขลังที่ดังไปทั่วเมืองไทย คือตะกรุดนารายณ์แปลงรูปและพระเครื่องหลวงพ่อทวดเนื้อว่านฝังตะกรุด นอกจากนั้นแล้วพระอาจารย์นองยังเป็นพระนักพัฒนารูปหนึ่งที่ได้รับการยกย่อง ชมเชยตลอดมา และเป็นพระอยู่ในนิกายมหานิกาย สิริรวมอายุถึงวันมรณภาพได้ 80 ปี 11 เดือน 60 พรรษา

    ความ สัมพันธ์กับอาจารย์ทิม วัดช้างให้ ท่านเป็นสหธรรมิกกับท่านพระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ เป็นทั้งกัลยาณมิตรเป็นศิษย์กับอาจารย์ต่อกัน เกื้อกูล เกื้อหนุนกันมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนวาระสุดท้ายของท่านอาจารย์ทิม เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2512

    ทั้ง พระอาจารย์ทิม และพระอาจารย์นอง เป็นศิษย์ร่วมสำนักวัดประดู่มาด้วยกันเมื่อพระอาจารย์ทิมมาอยู่วัดช้างให้ และพระอาจารย์นองไปอยู่วัดทรายขาว ก็ยังมีความสัมพันธ์ดีงามมาโดยตลอด กิจการใดของวัดช้างให้ ท่านจะเป็นผู้คอยช่วยเหลืออยู่ข้างกายพระอาจารย์ทิมทุกอย่าง ที่สำคัญ การสร้างพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน ปี พ.ศ.2497 ถ้าจะกล่าวกันแล้ว ปฐมเหตุจริงๆ ก็มาจากท่านที่เป็นผู้ชักชวนพระอาจารย์ทิมให้สร้างพระหลวงพ่อทวด ตามที่ท่านได้เล่าให้ฟังเท่าที่จำได้คร่าวๆ คือ

    ช่วง นั้น ท่านกับพระอาจารย์ทิม ขึ้นมากรุงเทพฯ และไปที่วัดระฆัง เพื่อที่จะไปเช่าบูชาพระสมเด็จของหลวงปู่นาค มาเพื่อให้คนทำบุญจะได้นำเงินไปสร้างโบสถ์วัดช้างให้ พกเงินขึ้นมาประมาณ 3,000 บาท ขณะที่กำลังจะขึ้นไปเช่าพระ ท่านบอกว่า “กูนึกยังไงก็ไม่รู้ สะกิดอาจารย์ทิม บอกว่า ท่านๆ ทำไมเราไม่กลับไปทำพระของเราเองล่ะ” “พระอะไร…?” พระอาจารย์ทิมถาม “ก็พระหลวงพ่อทวดไง” พระอาจารย์ทิมบอก “เออ…!! นั่นน่ะสิ” ทั้งสองท่านจึงได้เช่าบูชาพระสมเด็จหลวงปู่นาคม เพียงเล็กน้อยและพากันกลับปัตตานี

    ปฐม เหตุตรงจุดนี้ คือกำเนิดของสุดยอดพระเครื่องเมืองใต้ หลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ปีพ.ศ.2497 อันเป็นอมตะตลอดกาล ส่วนคุณอนันต์ คณานุรักษ์ นั้น เป็นส่วนประกอบที่ช่วยเหลือให้การจัดสร้างสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ซึ่งคงเป็นเพราะบารมีของหลวงพ่อทวดที่บันดาลชักนำ คุณอนันต์ คณานุรักษ์ คหบดีชาวปัตตานีให้มาเป็นกำลังสำคัญ
    พระอาจารย์นอง ธัมมภูโต วัดทรายขาว

    การ จัดสร้างพระหลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ปี พ.ศ.2497 ท่านจึงมีส่วนอย่างมากในทุกๆ ขั้นตอนการจัดสร้าง ฉะนั้น…ท่านจะรู้พิธีกรรม และเรื่องว่านดีที่สุด เมื่อท่านมาสร้างพระหลวงพ่อทวด ขึ้นเองจึงมีความขลังแ ละศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนมาโดยตลอด

    เหตุการณ์ที่บ่งให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองพระอาจารย์ที่ผู้เขียนได้ฟังแล้วรู้สึกประทับใจและกินใจมาก ตามที่ท่านเล่าให้ฟังว่า

    ก่อน ที่อาจารย์ทิมจะไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ ท่านมาหาเราที่วัด สั่งเสียไว้หลายเรื่องฝากให้เราช่วยดูแลวัดช้างให้ ท่านหยิบขันน้ำมนต์ขึ้นมา ท่านจับประคองอยู่ด้านหนึ่งให้เราจับอีกด้านหนึ่ง แล้วท่านพูดว่า “ตั้งแต่คบกันมา คุณไม่เคยทำให้ผมเสียใจเลย คนอื่นยังมีตรงบ้าง คดบ้าง “เรา” ขออธิษฐาน บุญใดที่เคยทำร่วมกันมา และยังไม่เคยทำร่วมกันมาก็ดี ทั้งชาตินี้และอดีตชาติ ขออธิษฐาน เกลี่ยบุญให้เท่ากัน เพื่อจะได้เกิดทันกันทุกๆ ชาติไปจนถึงชาติสุดท้าย”

    จาก นั้นพระอาจารย์ทิมก็เข้าไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ และก็มรณภาพที่โรงพยาบาลกลางเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2512 คำอธิษฐานนี้ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นคำพูดที่ยิ่งใหญ่ เป็นอมตวาจาอย่างแท้จริง ได้ความรู้สึกถึงความผูกพันที่ท่านทั้งสองมีต่อกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอด ได้ร่วมสร้างตำนานอันมหัศจรรย์ ของหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ แผ่ออกไปทั่วทุกสารทิศ พระอาจาร์ทิม ถ้านับจาก พ.ศ.2497-2512 ก็เพียง 15 ปี แต่พระอาจารย์นองท่านใช้เวลาถึง 45 ปี (2497-2542)

    ปัจจุบัน หลวงพ่อทวดวัดช้างให้ ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อเสียงของหลวงพ่อทวดดังไปถึงมาเลเซีย สิงคโปร์ ก็มีผู้คนนับถือไม่น้อยเช่นกัน

    เรื่อง ความสัมพันธ์กับพระอาจารย์ทิมนั้น ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับ “ดีนอก” คือมีปัจจัยอื่นช่วยส่งเสริม แต่เรื่องที่จะกล่าวต่อไปนี้ก็คือ “ดีใน” นั่นเอง หมายถึง คุณลักษณะส่วนตัวของพระอาจารย์นอง สองสิ่งต้องคู่กันจึงจะสมบูรณ์ เมื่อดีก็ต้องดีทั้งนอก ดีทั้งใน

    พระ อาจารย์นอง ท่านยึดถือมาตลอดในการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยไม่เลือกว่าจะเป็นศาสนาใดๆ ยากดีมีจน ท่านจะเป็นผู้ให้มาโดยตลอด ทั้งเรื่องสร้างโรงพยาบาลซื้ออุปกรณ์การแพทย์ สร้างโรงเรียน ทุนการศึกษา สร้างถนนหนทาง บริจาคทรัพย์ให้กับสาธารณกุศลอยู่เป็นประจำ ช่วยสร้างอุโบสถวัดต่างๆ แม้กระทั่งบริจาคเงินให้กับชาวอิสลามที่อยู่แถบ วัดทรายขาว ตลอดจนช่วยเหลือสงเคราะห์เรื่องต่างๆ จนได้รับการยอมรับนับถือจากชาวอิสลามเป็นจำนวนมาก

    ใน เรื่องของการบริจาคทรัพย์ซื้ออุปกรณ์การแพทย์นั้น ท่านบอกว่า สามารถช่วยเหลือชีวิตคนได้มากประโยชน์เกิดขึ้นทันที ด้วยการที่ท่านเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้งท่านจึงเห็นคุณประโยชน์ของ อุปกรณ์การแพทย์ บางครั้งเวลาท่านอารมณ์ดีท่านจะเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง ท่านเคยพูดว่า

    “ตอน กูไปอยู่โรงพยาบาล กูก็เตรียมเงินสดไปด้วยตลอด แล้วถามหมอว่า ขาดอะไรบ้าง หมอบอกว่า ขาดไอ้นั่น ไอ้นี่ กูควักเงินสดให้ไปซื้อเลย ครั้งหลังๆ นี่ พอกูไปนอนโรงพยาบาล ตื่นขึ้นมามองซ้าย มองขวา มีชื่อ พระครูธรรมกิจโกศล ติดเต็มไปหมด” ท่านพูดเสร็จก็หัวเราะร่วนชอบใจใหญ่

    ท่าน เคยพูดให้ฟังเสมอว่า “คนที่เขาเดือดร้อนมาพึ่งเรา หากไม่เกิดวิสัยแล้ว เราช่วยได้ก็จะช่วย บางคนมาไม่มีเงิน ค่ารถ ค่ากิน เราก็ให้ไปเรื่องบุญ เรื่องทาน ใครทำใครก็ได้ไป บุญยิ่งทำก็ยิ่งได้บุญ ทานยิ่งให้ทานมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้กลับมามากยิ่งๆ ขึ้นเป็นการสั่งสมบารมีลดกิเลสลงไป”

    จริง ดั่งท่านว่า “ยิ่งทำก็ยิ่งได้ ยิ่งให้ก็ยิ่งมา” ธรรมะข้อนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสำหรับสังคมยุคปัจจุบันอย่างยิ่ง เพราะสังคมเราทุกวันนี้ มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้นทุกที ถ้าคนเรารู้จักคำว่าให้ รู้จักคำว่าพอ รู้จักเสียสละ เชื่อว่าสังคมจะดีขึ้นกว่านี้แน่นอน เรื่องทานบารมีเป็นธรรมะที่พระอาจารย์นอง ยึดปฏิบัติบำเพ็ญเพียรมาโดยตลอดชีวิตของท่าน ถือว่าเป็นคุณความดีในตัวท่านเอง แต่สามารถสร้างคุณานุประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างมหาศาลท่านจึงเป็นที่รักเคารพ ของมหาชน

    พระ อาจารย์นองท่านดำรงชีวิตอยู่ในสมณเพศด้วยความเรียบง่าย กิน (ฉัน) ง่ายอยู่ง่ายไม่พิถีพิถัน วางเฉยในเรื่องยศฐาบรรดาศักดิ์ ไม่มีความทะยานอยาก ท่านพัฒนาวัดทรายขาว จนมีความเจริญรุดหน้าอย่างเห็นได้ชัดเจน ชั่วระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี ท่านสร้างวัดทรายขาว ให้งามสง่ากว่าวัดใดๆ ใน จ.ปัตตานี หรือแม้กระทั่งจังหวัดใกล้เคียง เงินที่นำไปสร้างทั้งหมดกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท ล้วนแล้วแต่เป็นเงินที่มาจากการสร้างพระหลวงพ่อทวดทั้งสิ้น ท่านมิได้แตะต้องเงินทำบุญที่มีผู้บริจาคให้วัดแต่อย่างใด ปรากฏว่าหลังจากท่านมรณภาพ คณะกรรมการได้เคลียร์บัญชีทรัพย์สินในบัญชีต่างๆ เหลือเงินสดถึงกว่าสามสิบล้านบาท ทุกบัญชีท่านแยกแยะไว้ชัดเจนว่าเป็นเงินอะไรบ้าง มีที่มาที่ไปอย่างไร หนี้สินใครบ้าง ท่านมีบัญชีทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความเป็นนักบริหารงานที่มีการจัดการที่ดีเยี่ยม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนหลวงปู่ทวดโปรดสัตว์ปราบทุกข์ภัยก้าวหน้า พิมพ์ใหญ่

    ได้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260329_182627.jpg IMG_20260329_182659.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    พระชัยวัฒน์สมเด็จย่า ๙๐ พรรษา ปี ๒๕๓๓
    เนื้อนวโลหะ ใต้ฐานตอกโค้ด สว.
    และพระสมเด็จ ๙๐ พรรษา
    สมเด็จย่า

    พระชัยวัฒน์ที่ได้จัดสร้างขึ้นเพื่อฉลองพระชนมายุ 90 พรรษา สมเด็จย่า

    การจัดสร้างมีดังนี้

    1. พระกริ่งใหญ่ เนื้อทองคำและเนื้อนวโลหะ
    2. พระชัยวัฒน์ เนื้อทองคำและเนื้อนวโลหะ
    3.พระปางสมาธิสุโขทัย เนื้อทองคำและเนื้อนวโลหะ

    พิธีการในการสร้างได้กำหนดไว้ 3 พิธีด้วยกัน

    1. พิธีลงทองและพุทธาภิเษกแผ่นพระยันต์ ประกอบพิธีวันที่19 มิถุนายน 2533 ณ อุโบสถวัดปริวาส โดยพระญาณโพธิ(เข็ม) ลงทองแผ่นยันต์108 นะปะถะมัง14นะ ดวงประสูติและตรัสรู้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    2. พิธีเททองและพิธีพุทธาภิเษก ประกอบพิธีวันที่ 18 สิงหาคม 2533 ณ วัดสุทัศนเทพวราราม โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เสด็จเป็นองค์ประธานและทรงนั่งปรกพร้อมพระคณาจารย์อื่นๆผู้ทรงคุณนั่งปรกบริกรรมภาวนารวม 28 รูป จำนวนเท่ากับพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ตั้งแต่เวลา 6.00 น.ถึง 6.09 น.วันรุ่นขึ้น

    และก่อนหน้าพิธีได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด้จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสุหร่าย แผ่นพระยันต์ทั้งหมด ตลอดจนเจิมแผ่นทองคำอีกด้วย

    3. พิธีพุทธาภิเษก ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 ทรงเป็นองค์ประธาน เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2533

    พระชัยวัฒน์ สมเด็จย่า 90 พรรษา เนื้อนวโลหะ สุดยอดพิธีจัดสร้างถึง 3 พิธี ในหลวงทรงเสด็จ ฯ ปี 2533 จัดสร้างขึ้นเพื่อฉลองพระชนมายุ 90 พรรษา สมเด็จย่า

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ยกชุด ๒ องค์ หาไม่ยาก แต่ส่วนมากมาไม่ครบแบบนี้

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260329_180232.jpg IMG_20260329_180502.jpg IMG_20260329_180425.jpg IMG_20260329_181614.jpg IMG_20260329_180315.jpg IMG_20260329_180528.jpg IMG_20260329_180558.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 3 เมษายน 2026
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1774787288855.jpg

    เหรียญหลวงปู่หลุย จันทสาโร รุ่น เมตตาไตรมาส
    ปี พ.ศ.๒๕๒๘ คณะศิษย์วัดจันทรังสี อ.วังสะพุง จ.เลย สร้างถวาย หลวงปู่เมตตาจิตให้ตลอดไตรมาสเข้าพรรษา ๓ เดือนเต็ม

    พระอริยเจ้าพ่อแม่ครูอาจารย์สายกรรมฐานศิษย์พระอาจารย์มั่น ผู้มีศีลาจารวัตรปฏิบัติอันงดงาม
    มีปฏิปทามักน้อยและสันโดษ ท่านพระอาจารย์วิริยังค์ ได้กล่าวไว้ว่า“อาจารย์หลุย ท่านเป็นพระที่พูดน้อย ใจดีมีเมตตามาก แต่ในทางธรรมแล้วละก็ ท่านเป็นผู้เคร่งครัด ! จะอ่อนโยนก็ด้วยเห็นสมควรเท่านั้น เรียกว่าไม่อ่อนโยนจนเกินงามน่ะ สหธรรมิกที่ท่านสนิทสนมด้วยมีหลายรูปเช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ฯล ระหว่างทางในการธุดงค์จาริกธรรมท่านได้พบพระธุดงค์กัมมัฏฐานรูปหนึ่งมาจากอำเภอโพนทอง รู้สึกถูกอัธยาศัย ท่านได้ร่วมถวายภาวนาเป็นพุทธบูชา ณ ลานพระธาตุพนมตลอดคืน บังเกิดความอัศจรรย์ กายลหุตา จิตลหุตา คือ กายเบา เบา จึงตั้งสัจจาอธิษฐานว่าจะบวชกัมมัฏฐานตลอดชีวิต ระหว่างทางที่ท่านเดินทางมาสู่จังหวัดเลย เมื่อท่านเดินทางมาบ้านหนองวัวซอ ท่านก็ได้มีโอกาสในการฟังธรรมจาก พระอาจารย์ บุญ ปัญญาวโร รู้สึกเลื่อมใสมาก และขอถวายตัวเป็นศิษย์ของท่าน ณ ที่นี้ ท่านได้พบกับ พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล และอยู่ปฏิบัติรับฟังโอวาทจาก พระอาจารย์เสาร์ โดยมี พระอาจารย์บุญ เป็นพระพี่เลี้ยง จากนั้น ได้ไปกราบนมัส พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่ท่าบ่อ จ.หนองคาย ได้อยู่อบรมรับฟังโอวาทและฝึกปฏิบัติกับพระอาจารย์มั่น จวบจนเข้าพรรษา จึงกลับมาจำพรรษาต่อกับพระอาจารย์เสาร์ ที่วัดพระพุทธบาทบัวบก ในพรรษานี้ ท่านได้ภาวนาจนจิตรวมแล้วเกิดอาการสะดุ้ง พระอาจารย์บุญ จึงให้ญุตติจตุถกรรมใหม่ที่ วัดโพธิสมพรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๔๖๘ โดยมี พระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระอาจารย์บุญ ปญญาวโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลังจากนั้นท่านก็ปฏิบัติธุดงค์กรรมฐานเรื่อยมา และได้วิชาม้างกาย ที่ถ้ำบ้านโพนงาม จ. สกลนคร ซึ่งเป็นการเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานแบบที่หลวงปู่เทศนาสอนในภายหลัง
    หลวงปู่หลุย ท่านได้ละสังขารด้วยอาการสงบ
    เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ เวลา ๐๐.๔๓ น.

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญที่พระอรหันต์ปลุกเสกอธิษฐานจิต ๑ไตรมาสสภาพเหรียญสวยเดิมครับ

    ให้บูชา 270 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260329_192936.jpg IMG_20260329_193026.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    FB_IMG_1774878453989.jpg
    1774878539527.jpg

    ทำไมหารุ่นนี้ ทหารบอกว่าเพื่อนคล้องรุ่นนี้ ออกลาดตระเวนโดนซุ่มยิงแต่ไม่เข้าจึงมาตามหา

    หลวงพ่อดี วัดหนองจอก โคราช
    รุ่นเทียนระเบิด
    เครดิต คุณ tew.2007
    ที่จริงเป็นวัตถุมงคลที่พุทธาภิเษกหลายอย่าง แต่พอดีว่าเหรียญที่ทำไว้สำหรับแจก ที่ทำเยอะสุด ด้านหลังเป็นเสาธรรมจักร คล้ายรูปเทียนระเบิดพอดี เลยเป็นตัวแทนของรุ่นไป ถ้าผมจำไม่ผิด รุ่นทำบุญครบรอบ 69 ปี ( พ.ศ.2537 ) หลวงพ่อดี ชื่อรุ่นจริงๆ แต่พอดีตอนดับเทียนชัยระเบิด เลยเปลี่ยนชื่อรุ่นเป็นเทียนระเบิด ผมมั่นใจว่าเป็นคนแรกที่ได้รับแจกเหรียญรุ่นนี้ เนื่องจากผมไปเช่าพระกริ่งรุ่นแรก แล้วเหรียญรุ่นนี้ยังไม่แจก แต่อาศัยไปบ่อยๆ หลวงพ่อที่ดูแลวัตถุมงคลจำได้ จึงอ้อนวอน หลวงพ่อจึงฉีกถุงแจกอย่างไม่เป็นทางการ
    ส่วนประสพการณ์รุ่นนี้ ที่ผมคุยกับพี่เลี่ยมพระที่วัดหนองจอก ( ผมชอบเช่าพระและเลี่ยมพระที่นี่เพราะถูกกว่า นครปฐม ) ว่า วันหนึ่งมีทหารมาถามแกว่า " เหรียญเทียนระเบิdมีไหม " พี่เขา บอกว่า " มี 3 เหรียญ ราคาเหรียญละ 800 บาท " ที่จริงพี่เขาล้อเล่น เหรียญไม่มีราคาเอาไว้แจกฟรี แต่ทหารกับไม่ต่อราคาเลยควักเงินจ่าย พี่เขาก็งง แต่เงินนะเอานะครับ จึงถามทหารว่าทำไมหารุ่นนี้ ทหารบอกว่าเพื่อนคล้องรุ่นนี้ ออกลาดตระเวนโดนซุ่มยิjแต่ไม่เข้าจึงมาตามหา

    ท่านเป็นพระโคราช พระครูไพศาลสมณกิจ หลวงพ่อดี วัดหนองจอก ต. หนองจอก อ. เมือง จ. นครราชสีมา ท่านเก่ง ดูดวง คนโคราชเรียก " ดูตำรา " เก่ง รดน้ำมนต์ เหมื่อนหลวงพ่อพร้า
    ตอนท่านทรงสังขารอยู่ ท่านส่งเสริม ให้นักเรียน เรียนธรรม วันอาทิตย์ ท่านมาสอนธรรมเยาวชนที่วัดไร่ขิง อ. สามพราน จ. นครปฐม บ่อยมากๆ
    ที่สำคัญและแปลกใจก็คือ รู้จักและแลกเปลียน พระเครื่อง ( สมเด็จงิ้วดำ ) มาแจกลูกศิษย์ กับหลวงปู่เจือด้วย ตอนสมัยทำพลุ แข่งขันกัน
    เป็นเกจิอาจารย์สายโคราชที่ผมเคารพมาก แม้ว่าท่านจะละสังขารแล้ว ถ้าผมไปโคราชต้องไปกราบท่านทุกครั้ง ถ้าไม่เร่งด่วนต้องกลับจริงๆ
    ท่านมรณภาพแล้ว สังขารท่าน ไม่เน่าเปื่อยครับ

    ครั้งหนึ่งในงานพิธี
    พุทธาภิเษกเกิดปาฎิหารย์เทียนชัยในพิธีลุกไหม้คล้ายเทียนชัยระเบิd

    ประวัติ

    พระครูไพศาลสมณกิจ(หลวงปู่ดี อัตตะทันโต) ท่านเกิดเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 ที่บ้านเลขที่ 51ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.นคราชสีมา บิดาของท่านชื่อ นาย อินทร์ มุ่งนากลาง มารดาของท่านชื่อ นาง มุข มุ่งนากลาง ท่านมีพี่น้องรวมกัน 5 คน ท่านเป็นคนแรก ในวัยเด็กของท่านได้ช่วยบิดาและมารดาของท่านประกอบอาชีพทำนา และได้เล่าเรียนหนังสือจนในปีพ.ศ. 2481 ท่านสำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนวัดลองตอง ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2493 อายุ 24 ปี ท่านได้ทำการอุปสมบท ที่วัดลองตอง ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.นคราชสีมา โดยมีพระอุปัชฌาย์นามว่า พระครูพนมวนาภิรัต (หลวงพ่อบุญ) วัดพนมวันท์ พระกรรมวาจาจารย์นามว่า พระอธิการอ๊อต โอภาโส พระอนุสาวนาจารย์นามว่า พระอธิการวัน โชตโก เมื่อท่านบวชเป็นพระภิกษุแล้วได้จำพรรษาอยู่ที่วัด ลองตอง ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.นคราชสีมา ในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2498 ท่านได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหนองจอก ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.นคราชสีมา ในปีพ.ศ. 2500 ท่านสอบได้นักธรรมชั้นเอก สำนักศาสนศึกษา วัดลองตอง ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.นคราชสีมา ในปีพ.ศ. 2501 ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมประจำสำนักศาสนศึกษา วัดลองตอง ในปีพ.ศ. 2510 ท่านได้สร้างพระอุโบสถวัดหนองจอก ในปีพ.ศ. 2514 ท่านได้สร้างกุฏิสงฆ์ที่วัดหนองจอก ในปีพ.ศ. 2519 ท่านได้สร้างกุฏิกัมมัฏฐานและหอฉันที่วัดหนองจอก ในปีพ.ศ. 2521 ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ให้เป็นพระครูชั้นประทวน ในปีพ.ศ. 2523 ได้ทำการขุดลอกสระน้ำที่วัดหนองจอก ในปีพ.ศ. 2524 ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระธรรมทูตอบรมศีลธรรมวัฒนธรรม ในเขตตำบลบ้านโพธิ์ ในปีพ.ศ. 2525 ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบล บ้านโพธิ์ ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.นคราชสีมา และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าสำนักศาสนศึกษาวัดหนองจอก ในปีพ.ศ. 2526 ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ในปีพ.ศ. 2527 ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ให้เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นตรีในราชทินนาม พระครูไพศาลสมณกิจ ในปีพ.ศ. 2528 ท่านได้สร้างศาลาการเปรียญที่วัดหนองจอก ในปีพ.ศ. 2530 ท่านได้สร้างห้องสมุดที่วัดหนองจอก ในปีพ.ศ. 2532 ท่านเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดหนองจอกและได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะชั้นโท ในราชทินนามเดิม(พระครูไพศาลสมณกิจ) ในปีพ.ศ. 2536 ท่านได้รับพระราชทานเสาเสมาธรรมจักร ในด้านการส่งเสริมศึกษาสงเคราะห์ ในปีพ.ศ. 2540 ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ให้เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นเอกในราชทินนามเดิม (พระครูไพศาลสมณกิจ) ท่านเป็นที่พึ่งทางการศึกษา กายและใจ ของประชาชน พระ เณร ตลอดจนการที่ท่านเป็นนักพัฒนา นอกจากนี้มีประชาชนจำนวนมากที่มาหาท่านขอให้ท่านช่วยรดน้ำมนต์ให้ท่านได้ทุ่มเทกายและใจของท่านให้กับพระพุทธศาสนาเรื่อยมา จนกระทั่งท่านได้มรณภาพเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2546 รวมอายุ 78 ปี 54 พรรษา
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญเทียนระเบิดหลวงพ่อดีวัดหนองจอก

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260330_205443.jpg IMG_20260330_205515.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    Clip_7.jpg

    เหรียญรุ่นแรกครูบาเทือง วัดบ้านเด่น เนื้อทองแดง

    ครูบาเทือง นาถสีโล (พระครูไพศาลพัฒนโกวิท)
    เจ้าอาวาส วัดบ้านเด่น (วัดเด่นสะหรีศรีเมืองแกน) อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ อายุ 53 ปี พรรษา 33 แม้ว่าทั้งอายุและพรรษาไม่มาก แต่ท่านมีปฏิปทา น่ากราบไหว้ สงบเสงี่ยม หากจะประมวลภาพรวมความเป็น ครูบาของท่าน จะได้ดังนี้
    ครูบาเจ้าเทือง นาถสีโลครูบาเจ้าเทือง นาถสีโลพระครูไพศาลพัฒนโกวิท
    สถิต ณ วัดเด่นสะหลีศรีเมืองแกน ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
    นามเดิมครูบาเจ้าเทือง หน่อเรืองฉายานาถสีโลเกิด๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๘ ตรงกับวันเสาร์ แรม ๔ ค่ำ เดือน ๕ เหนือ ปีมะโรง (ปีสี)
    “ครูบาอ่อนน้อมถ่อมตน-ฝึกฝนปฏิบัติ-เคร่งครัดพระธรรมวินัย-จิตใจสุขุมเยือกเย็น-บำเพ็ญบารมี-ทำความดีเป็นนิจ-จิตเมตตาเสมอ”
    ตั้งแต่บวชเป็นสามเณรจนกระทั่งบวชเป็นพระครูบาเทือง ได้บำเพ็ญบุญบารมี ตามรอยแห่งครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาทุกประการ ถ้าพูดถึงทานการบริจาค ครูบาสามารถสร้างศาสนสถาน ถาวรวัตถุ ไม่แต่เฉพาะใน จ.เชียงใหม่ เท่านั้น ทุกจังหวัดในภาคเหนือครูบา ได้ประดิษฐานพระพุทธ ศาสนาอย่างทั่วถึงและมั่นคง ท่านสร้างทั้งโบสถ์ วิหาร เจดีย์ พระพุทธปฏิมา ศาลากุฏิสงฆ์ ฯลฯ
    ในด้านการปฏิบัติ ครูบานับเป็นพระสงฆ์รูปหนึ่งที่เข้าถึงธรรม และมีข้อวัตรอย่างเคร่งครัด โดยยึดข้อปฏิบัติตามสมัยโบราณ ตามครูบาอาจารย์ที่สืบๆ กันตาม โดยวิธีปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังเคร่งครัด โดยเฉพาะวิปัสสนากรรมฐาน ในด้านการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ครูบาเสียสละปัจจัยไทยธรรมที่มีผู้ถวาย บริจาคช่วยเหลือแก่ส่วนราชการ องค์กร ชมรม สโมสร ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะชาวไทยภูเขา ตั้งแต่ข้าว ผ้า ยา บ้าน การศึกษา น้ำประปา ไฟฟ้า ถนนหนทาง มากมายมหาศาล
    “เป็นพระต้องพูดจริง ต้องทำจริง และต้องรู้จริง”
    เป็นคติธรรม ที่ครูบาเทืองยึดปฏิบัติเรื่อยมาผลจาก ความจริงที่ท่านบำเพ็ญ เพียรภาวนา ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวช เทศนา พัฒนาชุมชนบน พื้นฐานของข้อ วัตรปฏิบัติที่ปราศจากการใส่ร้ายป้ายสีโจมตีบีทา ครูบารักษาศีล ไม่เห็นแก่กิน ไม่เห็นแก่นอน ฝึก สอนใจตนเอง ตลอดเวลา รวมทั้งการเสียสละสร้างศรัทธา นำพาถูกต้องปรอง ดองให้เห็น ดีเด่นใน คุณธรรม
    ที่มา หนังสือประวัติครูบาเจ้าเทือง นาถสีโล วัดบ้านเด่น อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ วัดเด่นสะหลีศรีเมืองแกน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260330_212722.jpg IMG_20260330_212754.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    FB_IMG_1774960526020.jpg FB_IMG_1774960522437.jpg

    "หลวงปู่เย็น ทานรโต " พบ พระธุดงค์ลึกลับ มอบเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ "พ.พาน สารพัดนึก" คาดเป็น"หลวงปู่เทพโลกอุดร
    พระอาจารย์ลึกลับของหลวงปู่เย็น ทานรโต วัดสระเปรียญ จ.ชัยนาท
    หลวงปู่เย็น ทานรโต วัดสระเปรียญ จ.ชัยนาท เป็นอีกหนึ่งพระสุปฏิปัณโณ ที่มีความรู้ความสามารถในการสร้างวัตถุมงคล ที่เรียกว่า “ตัว พ .พาน หุ่นพยนต์” ตัวพ.พานวิเศษของหลวงปู่เย็นท่านนั้นเป็นวัตถุมงคลลี้ลับที่สร้างขึ้นมาจาก ของง่ายๆ คือ “ก้านธูปกับสายสิญจน์” วิธีการทำนั้นเพียงแค่เอาก้านธูปมาหักไปมาให้ได้รูปตัว พ.พานแล้วเอาสาย สิญจน์พันกำกับเสกคาถาไปมาก็สำเร็จเป็นตัว พ.พาน วิชานี้จัดเป็นการทำหุ่นพยนต์ประเภทหนึ่ง แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดคือวิ ชา พ.พานตัววิเศษนี้ หลวงปู่เย็นท่านร่ำเรียนมาจากหลวงปู่เทพโลกอุดร ซึ่งประวัติ ความเป็นมาเรื่องนี้ก็น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ผู้เขียนเองเคยเข้าไปกราบเรียนถามท่านด้วยตัวเอง ท่านก็ยืนยันชัดเจนว่า ท่านได้พบหลวงปู่โลกอุดร และเมื่อผู้เขียนส่งภาพหลวงปู่โลกอุดรให้ท่าน ท่านก็ยืนยันว่าองค์นี้แหละ พร้อมทั้งยังเอาภาพจบขึ้นเหนือหัวเป็นการยืนยันว่า “หลวงปู่โลกอุดร” ที่หลวงปู่เย็นท่านพบท่านมาในรูปร่างของพระหนุ่ม หรือมาในร่างของ “พระครูพรหมสิงขบุรี” นั่นเอง
    ประวัติความเป็นมาของ “หลวงปู่เย็น ทานรโต” มีดังนี้
    “หลวงปู่เย็น ทานรโต” เป็นชาวเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี โดยท่านเกิดเมื่อวันเสาร์ เดือนสี่ ปีขาล พุทธศักราช ๒๔๔๕ เป็นบุตรคนแรกในจำนวนพี่น้อง ๖ คน ของ นายถิ่น นางแซ่ม ศรีศาสตร์ บิดามารดาของท่านมีอาชีพทำนา ตัวท่านเองนั้นนอกจากจะช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพกสิกรรมแล้ว ยังมีฝีมือในเชิงช่างหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นช่างไม้ ช่างปูน แม้กระทั้งการออกแบบบ้านเรือน หรือวัดวาอารามตลอดจนสลักลวดลายท่านก็ทำได้และฝีมือดีมากเสียด้วย จนกระทั่งอายุครบบวชหลวงปู่เย็นได้ทำการอุปสมบทตามประเพณีอันดีงามของชายไทย ทั่วไป ณ วัดเดิมบาง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งอยู่ใกล้บ้านของท่าน หลังจากได้เป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนาสมบูรณ์แล้ว ท่านได้ย้ายไปอยู่วัดระฆังโฆสิตาราม จังหวัด ธนบุรี (ในสมัยนั้น) เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย ภาษาบาลี และภาษาขอม จนสอบได้นักธรรมเอก และเปรียญ ๔ ประโยค ระหว่างนั้นท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ในฐานะนักเทศน์ฝีปากเอก หากประชาชนรู้ว่าได้นิมนต์ “มหาเย็น” มาเทศน์ด้วยไม่ว่าอยู่ใกล้อยู่ไกลก็หลั่งไหลมาฟังเทศน์กันอย่างล้นหลาม
    วันหนึ่งขณะที่นั่งพักผ่อนในกุฏิก็เห็นพระธุดงค์รูปหนึ่งเดินผ่านมา รูปร่างหน้าตาน่าศรัทธา ใบหน้างามดูเป็นหนุ่มไม่แก่ชราเลย แต่เกศานั้นขาวโพลนไปหมด รูปร่างสูงใหญ่ จีวรสีคล้ำตามแบบพระป่า

    หลวงปู่เย็นท่านใจเกิดความเลื่อมใสศรัทธาขึ้นมาอย่างประหลาด จึงไปนิมนต์ท่านมาพักในกุฏิพร้อมทั้งต้อนรับปฏิสันถารท่านเป็นอย่างดี เมื่อต้อนรับท่านเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงชวนท่านสนทนา เพราะขณะนั้นหลวงปู่เย็นอยากทราบว่าพระธุดงค์นั้นเขามีวัตรปฏิบัติอย่างไร และขณะธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆในป่าในดงนั้นไม่กลัวอันตรายต่างๆ พระธุดงค์รูปดังกล่าว เมตตาอธิบายเรื่องธุดงควัตรเป็นอย่างดี “การธุดงค์นี้เป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส พระผู้สมาทานธุดงค์นั้นต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์หมดจด เพราะหากศีลด่างพร้อยแล้วย่อมเป็นอันตรายต่อตัวเองขณะธุดงค์ได้ การธุดงค์นั้นมีข้อวัตร ๑๓ ประการ เช่นอยู่ในป่า อยู่ที่แจ้ง อยู่ในเรือนร้าง ใช้ผ้าสามผืน หลังไม่เอนติดพื้น ฉันรวมกันในบาตรเป็นต้น ธุดงควัตรทุกข้อเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลสในใจตนทั้งสิ้น หากว่ามีธุดงควัตรเรียบร้อยงดงาม อำนาจแห่งธุดงควัตรนั่นแลจะรักษาผู้ประพฤติปฏิบัติให้พ้นจากภัยอันตรายต่างๆ เทวดาจะพากันอนุโมทนา
    เมื่อหลวงปู่เย็นถามว่าท่านธุดงค์ไปที่ใดมาบ้างและไม่กลัวอันตรายหรือ พระธุดงค์ลึกลับกล่าวว่าท่านธุดงค์ไปมาทั่ว ไม่ว่าประเทศไทย พม่า ลาว เขมร ท่านไปมาหมด ในป่าลึกนั้นเต็มไปด้วยอันตรายนาๆ ประการ ทั้งไข้ป่า สัตว์ร้าย ภูตผีปีศาจนานาชนิด ท่านยังเมตตาเล่าให้หลวงปู่เย็นฟังว่า ครั้งหนึ่งท่านธุดงค์ไปยังเมืองลาว ต้องเดินผ่านเข้าไปยังหมู่บ้านหนึ่งที่มีชื่อว่า “บ้านแก้ว” ซึ่งเป็นที่เลื่องลือในเรื่อง “ยาพิษยาสั่ง” คนแปลกหน้าผ่านเข้าผ่านไปในหมู่บ้านเป็นต้องถูกลองยาเสมอ น้อยคนนักจะออกมาได้อย่างปลอดภัย มีคนลองวิชาแต่ท่านไม่เป็นไร พร้อมทั้งพูดปริศนาว่า “เขาทำให้ตาย กินข้าวได้เราไม่กลัว” ซึ่งเป็นคำปริศนาหมายถึงการทำยาสั่งยาเบื่อใส่ แต่พระลึกลับรูปนี้สามารถทานข้าวปลาอาหารที่มียาเบื่อยาสั่งได้โดยปราศจากอันตราย

    เมื่อยิ่งพูดยิ่งคุยยิ่งสนทนากับพระลึกลับรูปนี้แล้วก็ทำให้หลวงปู่เย็นทราบขึ้นมาแน่ชัดว่า พระรูปที่กำลังนั่งสนทนากับท่านข้างหน้านี้หาใช่พระภิกษุปุถุชนธรรมดาไม่ แต่หากเป็นพระผู้วิเศษที่สำเร็จฤทธิ์อภิญญาตามวิชชาชั้นสูงของพระพุทธศาสนา หรือท่านอาจเป็นพระอริยเจ้าผู้อยู่เหนือโลกไปแล้ว

    พระ ลึกลับรูปนี้ได้หยิบก้านธูปที่จุดหมดดอกแล้วนำมาหักเป็นสี่จังหวะแล้วหยิบ สายสิญจน์ขึ้นมาพันไปมาพร้อมทั้งบริกรรมกำกับ จนสำเร็จเป็นรูปตัว “พ.พาน” จากนั้นส่งให้หลวงปู่เย็น พร้อมกับกล่าวโอวาทว่า

    “พ.พานวิเศษ”นี้หมายถึง “แก้วสารพัดนึก” หมายถึง การนึกอยากได้หรือต้องการอยากได้อะไรก็จะได้ดังใจปรารถนา ผู้ใดได้ไว้ครอบครองตั้งมั่นในศีลธรรม ในความดี ก็จะได้สมใจนึก ตัวพอ “พ” นี้ เป็นของวิเศษ อันเกิดจากพระวาจาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงตรัสไว้ที่โคนต้นโพธิ์ “พอ พอ แล้วใครไม่ต้องเป็นครูสอนเราแล้ว” พอเรารู้ในธรรมวินัยนี้ว่าเป็นของที่เลิศประเสริฐยิ่งนัก พระพุทธก็ดี พระธรรมก็ดี พระสงฆ์ก็ดี เป็นของดีที่วิเศษ ยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ในโลกนี้

    พระธุดงค์รูปนั้นท่านได้อธิบายถึงสรรพคุณและถ่ายทอดวิชาสร้างตัวอักษร “พ” ให้กับ หลวงปู่เย็นจนหมดสิ้น

    ตัวพ.พานนี้ ยัง เป็นเครื่องหมายแทน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พ่อแม่ คือตัวพระ คือตัวพอ ความพอ คือธรรมอันวิเศษ เหมือนครั้งที่พระพุทธองค์ทรงบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณท่านได้กล่าวออกมา ว่า “พอ พอ แล้วเราไม่ต้องการใครเป็นครูอาจารย์เราแล้ว ผู้รู้จักพอคือเศรษฐี คือผู้ค้นพบความร่ำรวย ผิดกับผู้ไม่รู้จักพอย่อมเป็นผู้ทุกข์อยู่กับการดิ้นรนแสวงหาเรื่อยไป”

    หลวง ปู่เย็นรับ “พ.พาน” ตัวเศษจากพระภิกษุลึกลับรูปนี้ด้วยความปลาบปลื้มใจ เมื่อหลวงปู่เย็นกราบท่านลงสามครั้ง พอเงยหน้าขึ้นมาพระธุดงค์รูปนั้นก็อันตรธานหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นสิ่งเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นกับหลวงปู่เย็นขณะอยู่ในวัยหนุ่ม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ “วัดระฆัง” ฝั่งธนบุรี ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่หลวงปู่เย็นท่านจำได้ดีตลอดมา

    ท่านเล่าว่าพระธุดงค์รูปนั้นท่านไม่ได้บอกชื่อ แต่ท่านจำหน้าตาได้แม่นยำที่สุด มาเห็นอีกทีก็ตอนที่เขาพิมพ์เรื่องหลวงปู่โลกอุดรนี่แหละ ท่านจำได้ดีว่าคือ พระรูปเดียวกันกับที่ท่านได้พบเจอมา ท่านได้กล่าวกับศิษย์ของท่านว่า เพราะพระผู้วิเศษท่านนี้แหละที่ทำให้ท่านสร้างวัดสร้างวาได้สำเร็จ โดยการสร้างวัดของหลวงปู่เย็นนั้น ท่านก็อาศัยการทำตัวพ.พานนี่แหละแจกจ่าย แลกกับ “ถุงปูน” ผู้ที่ได้ไปล้วนมีประสบการณ์ปาฏิหาริย์อย่างมากมาย

    ขึ้นชื่อที่สุดคือ “พ.พาน” ของท่านเป็นของมีชีวิต ยามจะเกิดภัยจะสามารถส่งเสียงร้องเตือนได้และยังเป็นของทางคุ้มครองแคล้วคลาด เมตตามหานิยม วิชา “พ.พาน” จากหลวงปู่โลกอุดรที่ถ่ายทอดให้ท่านนั้นเป็นวัตถุมงคลแก้วสารพัด นึก แต่ทั้งนี้ผู้ครอบครองต้องรู้จักคำว่าพอเมื่อถึงความพอแล้วแก้วสารพัดนึกจะปรากฏขึ้นมาเอง

    “หลวงปู่เย็น ทานรโต” ท่านมรณภาพด้วยอาการสงบ ในวันอาทิตย์ที่ ๑๒ พฤกษภาคม ๒๕๓๙ เวลา ๑๓.๔๕ น. รวมอายุได้ ๙๔ปี ๒เดือน ๑๑ วัน สรีระของท่านหลังจากสวดอภิธรรม บำเพ็ญกุศลแล้วนำมาบรรจุใส่โลงแก้วประดิษฐานไว้ที่วัดสระเปรียญ เพื่อให้สาธุชามาสักการะขอพรกันอย่างสม่ำเสมอ

    คาถา ตัว พ.พานมหัศจรรย์ ตำรับหลวงปู่โลกอุดร

    เครดิตข้อมูล และภาพจาก พี่ tongn005

    http://www.watkositaram.com/forum/index.php?topic=3638.0

    หลวงปู่เย็นเกิดปีเดียวกับหลวงพ่อปรง คือ พ.ศ.๒๔๔๗ ก่อนหลวงพ่อกวยหนึ่งปี รู้จักกับหลวงพ่อกวยพอประมาณ เเต่เรียกหลวงพ่อกวยว่า หลวงพี่กวย เพราะพรรษาบวชน้อยกว่า เคยเดินทางไปร่วมพิธีเสกพระกับหลวงพ่อกวยเป็นบางครั้ง นั่งรถโดยสารไปกันเอง

    ตามประวัติบวชเรียนเเล้วสึกมาใช้ชีวิตทางโลก จนตอนหลังกลับมาบวชอีกครั้ง อาจารย์เก่งๆที่ท่านเคยเรียนมา ล้วนเป็นสำนักเดียวกับหลวงพ่อกวย คือ หลวงพ่อศรี เเละหลวงพ่ออิ่ม

    วิชาที่ได้จากหลวงพ่ออิ่ม เช่นมนต์จินดามณี เเละวิชามือยาว เป็นต้น

    หลังจากจำพรรษาที่วัดกลางชูศรี ท่านได้นิมนต์หลวงปู่บุดดาซึ่งท่านนับถือมากมาเป็นเจ้าอาวาส ส่วนตัวท่านย้ายมาอยู่ที่วัดสระเปรียญ สมัยนั้นเป็นสำนักสงฆ์การเปรียญ มีพระจำพรรษาคือ หลวงตาชุ่มเเละลูกสาวซึ่งบวชเป็นเเม่ชี ชื่อเเม่ชีมณี หลวงปู่ได้บูรณะวัดเเละตั้งชื่อใหม่ว่าวัดสระเปรียญ

    วัตถุมงคลของหลวงปู่ ดีมากทางเเคล้วคลาดเเละเมตตาสูง หลวงปู่ใจดี ยิ้มเเย้มเเจ่มใส มีเมตตามากๆ เเต่ของทุกอย่าง หลวงปู่ไม่ค่อยเเจก เเต่จะเอาจำหน่ายเพื่อหาเงินเข้าวัด
    ............
    หลวงปู่เย็น ทานรโต วัดสระเปรียญ จ.ชัยนาท พระผู้สร้างวัตถุมงคลที่มีชื่อเสียง พ .พาน หุ่นพยนต์ ซึ่งหลวงปู่เย็นท่านร่ำเรียนมาจากหลวงปู่เทพโลกอุดร หลวงปู่เย็นท่านเป็นศิษย์หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา (พระเกจิดังแห่งเมืองสุพรรณพระอาจารย์ของหลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่) และหลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ (พระเกจิดังแห่งเมืองสิงห์บุรีพระอาจารย์ของหลวงพ่อกวย หลวงพ่อแพ) จนเมื่อปี 2507 หลวงปู่เย็นท่านได้ออกธุดงค์ ไปทางอำเภอบางระจัน จ.สิงห์บุรี พบเจดีย์เก่าในพงหญ้ารกครึ้ม ในสภาพทรุดโทรม จึงรู้ว่าที่เเห่งนี้เป็นวัดร้าง ด้วยจิตกุศลอันเเรงกล้า ท่านจึงมีความตั้งใจที่จะบูรณะก่อสร้างขึ้นใหม่ จนกลายเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองสวยงาม มีนามว่า วัดกลางชูศรีเจริญสุข โดยในงานผูกพันธสีมา ฝังลูกนิมิตวัดกลางชูศรีเจริญสุขเมื่อปี 2522 นั้น หลวงปู่ได้สร้างเครื่องมงคล เพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ที่มาร่วมทำบุญ ซึ่งท่านได้นิมนต์พระเกจิสายพระครูศรี วัดพระปรางค์มาร่วมพิธีพุทธาภิเษกด้วยหลายรูปอาทิเช่น หลวงพ่อกวย หลวงพ่อพิม หลวงพ่อทอง หลวงพ่อปรง เป็นต้น พระเนื้อผงรูปเหมือนหลวงพ่อเย็น งานฝังลูกนิมิตวัดกลางชูศรีเจริญสุข ปี 2522 จึงเป็นวัตถุมงคลอีกชิ้นหนึ่งที่น่าเก็บสะสม เพราะสมบูรณ์ไปด้วยมวลสาร, เจตนา และพุทธคุณ ตามหลัก มวลสารดี ,เจตนาดี, พระผู้ปลุกเสกดี

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่เย็นวัดสระเปรียญพิมพ์ใหญ่

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260331_193239.jpg IMG_20260331_193312.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 เมษายน 2026
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1757941392102 (1).jpg

    หลวงพ่อสงวน ชาคโร
    ท่านเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านพื้นที่ตำบลชะอำเป็นอย่างมาก สมัยก่อนพ่อของผู้เขียนซึ่งเป็นลูกศิษย์ยุคแรกๆ เล่าว่า หลวงพ่อสงวนท่านเก่งเรื่องนั่งทางในเป็นอย่างมาก ไม่ว่าสิ่งของหายชาวบ้านเดือดร้อน ท่านจะใช้วิชาเมฆจิต หรือ วิชายกเมฆ ท่านจะนั่งมองดูเมฆ แล้วสามารถบอกได้เลยว่าของอยู่ที่ใด เป็นที่น่าแปลกใจมาก..ทั้งชาวบ้านมาขอโชคลาภหวยจับยี่กี ท่านก็บอกใบ้ให้จนขุนบาลท่านต้องมาขอร้องให้เลิก อีกทั้งชาวบ้านที่เจ็บไข้ได้ป่วยมา หลวงพ่อท่านก็รักษาให้หายได้อย่างอัศจรรย์..อีกทั้งในด้านมหาอุด คงกระพันชาตรี วัตถุมงคลของท่านก็มีประสบการณ์มากมาย......
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของและบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระครูสุนทรธรรมวิโรจน์ (สงวน ชาคโร) วัดเนรัญชราราม ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
    ชีวประวัติ : พระครูสุนทรธรรมวิโรจน์ (สงวน ชาคโร) วัดเนรัญชราราม อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
    หลวงพ่อสงวน ชาคโร หรือ เกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน พศ 2448 ณ บ้านคลองยายแฟง ตำบลดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี โยมบิดาชื่อ นายเกี๊ย แซ่แต้ โยมมารดาชื่อ นางลูกอินทร์ วรทิน
    อุปสมบท เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พศ 2468 ตรงกับวันอังคาร ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 ปีฉลู ณ วัดมหาสมณาราม ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี โดยมีพระครูมหาสมณวงศ์ (เล็ก) วัดมหาสมณาราม (เขาวัง) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระใบฎีกาสุข เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    วิทยฐานะ สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาตอนปลายในสมัยนั้นและสำเร็จการศึกษานักธรรมตรี เมื่อท่านบวชเรียนแล้วท่านได้เล่าเรียนพระธรรมวินัยอย่างตั้งใจมุ่งมั่น สามารถสวดมนต์บทต่างๆได้อย่างรวดเร็ว ทั้งปาติโมก กระทั่งสอบนั่งธรรมตรี หลังจากนั้นท่านได้ออกธุดงค์แสวงหาความวิเวกในเขตใกล้เคียง ส่วนในด้านอาคมขลังของท่านนั้น ท่านก็ได้ศึกษากับพระครูสรรค์ วัดเขาวัง ซึ่งท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เป็นที่เคารพศรัทธาอย่างมาก ท่านมีวิชาอาคมและสมาธิจิตสูง หลวงพ่อสงวนได้รับไว้มากมาย ที่โดดเด่นและสร้างชื่อเสียงให้อย่างใกคือ เสือมหาอำนาจ ส่วนลูกศิษย์ของพระครูสรรค์อีกองค์หนึ่งคือ หลวงพ่อแล วัดพระทรง ซึ่งเป็นศิษย์ร่วมรุ่นของหลวงพ่อสงวน ท่านถ่ายทอด ตัวยันต์มหาเมฆ ในด้านวัตถุมงคลพระเครื่องท่านได้สร้างไว้ไม่มากนัก จึงไม่ค่อยได้พบเห็นกัน ที่มีชื่อเสียงก็คือ เสือมหาอำนาจ และ เหรียญทรงใบสาเก รุ่นแรก ปี พศ 2508 มีสองเนื้อ คือ เนื้อทองแดง และอัลปก้า พระเครื่องรุ่นแรกของหลวงพ่อสงวนสร้างเป็น พระพิมพ์ขุนแผน เนื้อดินเผา นับว่าขลังมาก ใครที่เจ็บป่วยไม่สบายไปหาท่าน แล้วทำน้ำมนต์มาลูบหน้าลูบหัวอาการของโรคก็จะหายได้อย่าน่าอัศจรรย์ วัตถุมงคลของท่านโดยเฉพาะ เหรียญรุ่นแรก ปี พศ 2508 นั้น ในทางอยู่ยง คงกระพัน แคล้วคลาด มีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้นำไปใช้ มีเรื่องเล่ากันว่า มีศิษย์หลวงพ่อสงวนคนหนึ่งมีเรื่องกับคนแถวเพชรบุรีในงานวัดแห่งหนึ่ง ถูกรุมตี และหนีรอดออกมาได้ บาดเจ็บที่ศีรษะบวมปูดหลายแห่ง ในตัวมี เหรียญหลวงพ่อสงวน เพียงเหรียญเดียวเท่านั้น ในเรื่องคงกระพันนั้นมีมากมายที่เล่าขานกันตลอดมามีทั้งทราบและไม่ทราบ บางรายถูกยิงถูกแทงไม่เข้า ปืนยิงไม่ออก รถชนคว่ำไม่เป็นอะไร ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว วัตถุมงคลของท่านถ้านำไปใช้ถูกทางก็จะสามารถคุ้มครองปกกันภัยได้ แต่ตรงกันข้าม ถ้านำไปใช้ในทางที่ไม่ดี ก็จะมีอันเป็นไปวิบัติกับตนเอง หลวงพ่อสงวน ท่านสร้างวัตถุมงคลอีกหลายรุ่นด้วยกัน อาทิ พระปิดทวารทั้ง 9 แหวน ตะกรุด เหรียญ 8 เหลี่ยม ในสมัยหลวงพ่อยังมีชีวิตนั้น
    ในด้านการปกครอง ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัดเนรัญ พศ 2479 เป็นเจ้าคณะตำบลเขต 2 อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
    ส่วนด้านการศึกษานั้น ในปี 2479 ตั้งศาสนศึกษาแผนกธรรม และเป็นครูสอนปริยัติธรรม
    ในด้านการเผยแพร่ ได้มีการอบรมศีลธรรมแก่ประชาชนเป็นประจำทุกวันพระ และแสดงธรรมในพิธีทางศาสนาทุกวันพระ
    งานด้านสาธารณูปการ สร้างบานชุกชีรองประธานโบสถ์ สร้างสะพานไม้ข้ามคลองระหว่างวัดกับหมู่บ้านปากคลองชะอำ
    พศ 2491 สร้างพระบาทจำลอง พระพุทธจำลองขนาด 9 นิ้ว สร้างศาลา กุฏิ วิหาร หอฉัน โรงเรียนปริยัติธรรม
    พศ 2515 เป็นประธานสร้างโรงเรียนวัดเนรัญชราราม(ท.3) และในวันที่ 4 มีนาคม ได้เดินทางไปจาริกแสวงบุญ ณ ประเทศอินเดีย
    พศ 2527 สร้างพระพุทธรูปปิดทวารทั้ง 9 แบบหน้าตักกว้าง 7 ศอก สูง 7 ศอก เป็นพระปิดตาที่ใหญ่ที่สุดในโลก
    หลวงพ่อสงวน ท่านได้มรณะภาพลงด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พศ 2530 รวมอายุได้ 82 ปี พรรษาที่ 62 ด้วยอาการสงบ สร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่บรรดาศิษยานุศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือเป็นอย่างมาก
    ประวัติการสร้าง วัดเนรัญชราราม ชะอำ เพชรบุรี
    วัดเนรัญชรารามนั้นตั้งอยู่ที่ ตำบลเทศบาล อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี (ปากคลองชะอำ) ริมทะเลทางด้านทิศเหนือของหมู่บ้านปากคลองชะอำ เป็นวัดที่สร้างใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ต่อกับสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ เป็นปีที่สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสวยราชย์ เป็นปีแรก เริ่มก่อสร้างในต้นปี พ.ศ. ๒๔๖๗ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ต่อมาพระมหาทองโฆสิต วัดบรมนิวาสพระนคร พระอธิการแย้ม สุขโต กับพระภิกษุอีก ๓ รูป ได้จาริกธุดงค์มาพักอยู่ในป่าตำบลนี้ ดำริเห็นว่าปากคลองชะอำควรแก่การเป็นที่บำเพ็ญศาสกิจของสงฆ์และเป็นที่บำเพ็ญกุศลของชาวประมง จึงได้ปรารภกับครอบครัวของโยมไข่ น.ส.น้อย นายมิ่ง จำลองราช ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพร้อมใจกันถวายเป็นที่ธรณีสงฆ์ ๕๗ ไร่ ๑ งาน ๘ ตารางวา ในระยะนั้นที่เดินเป็นป่ารกร้างห่างไกลความเจริญ การคมนาคมไปมาไม่สะดวก ลำบากมาก วัดตั้งอยู่ทิศเหนือของคลอง จึงต้องสร้างสะพานข้ามคลอง โดยใช้ไม้พอเป็นที่สัญจรไปมาเท่านั้น จวบจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๔ จึงได้สร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กโดยมีพระครูสุนทรธรรมวิโรจน์เป็นผู้ริเริ่ม
    พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นวิวิชวรรณปรีชา ได้ประทานนาม วัดเนรัญชราราม โดยตามประวัติความเป็นมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงสร้างมฤคทายวัน ซึ่งตรงกับตำนานพระพุทธประวัติตอนที่ว่า "พระมหาบุรุษทรงถือถาดทองข้าวมธุปายาส เสด็จสู่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชราก่อนตรัสรู้ แล้วได้เสด็จไปจำพรรษาอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน" ประเทศอินเดีย เป็นเหตุให้สันนิษฐานได้ว่า การตั้งชื่อวัดให้มีความสอดคล้องในตำนานดังกล่าว
    พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นวิวิชวรรณปรีชา กับ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงษ์ ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์วัด ในขณะนั้นมีพระมหาทองโฆสิต และพระอธิการแย้ม สุขโต กับพระภิกษุอีก ๓ รูป ได้เป็นผู้ปกครองและพระอธิการแย้ม สุขโต เป็นเจ้าอาวาสองค์แรกซึ่งได้ดำริเห็นว่าปากคลองชะอำ ควรจะเป็นที่บำเพ็ญกิจการของสงฆ์ จึงได้เริ่มแผ้วถางป่าที่รกให้ทำการปลูกกุฎิที่พักอาศัย ปี พ.ศ. ๒๔๖๘
    ขุมพรมเสนม ได้สร้างรอยพระบาทจำลองท่าคุกเข่าลอย สร้างถาดทอง (ทำจากไม้) ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ที่ขอบถาดจารึกเป็นภาษาขอม บารมี ๑๐ ทิศ ที่ฐานปูนมีคาถากรวดน้ำให้มาร ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ และยังคงปรากฏอยู่ที่หน้าพระอุโบสถ จวบจนปัจจุบัน ส่วนระฆัง นายซุ้ย พวงขำนุตกุล เป็นผู้สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙
    ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระมหาไกว โฆสะโก เจ้าอาวาสได้สร้างกุฎิเพื่อนนุกุล ต่อมาได้ใช้เป็นโรงเรียนประชาบาลวัดเนรัญชราราม ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ สร้างพระอุโบสถทรงลักษณะอินเดีย มีเจ้าคุณพิพากษาธิปไตย (โป๋ คอมันตร์) เป็นผู้ออกแบบและบริจาคทรัพย์สร้างร่วมกันผู้มีจิตศรัทธา
    พระสาระเสรี (อี๋) วัดสัมพันธวงศ์ พระนคร เป็นผู้ปกครอง (เจ้าอาวาส) พ.ศ. ๒๔๗๘ มีพลเองเจ้าพระยาบดินทร เดชานิชิต (แย้ม ณ นคร) ได้สร้างพระประธานในพระอุโบสถและสิ่งอื่นๆ อีกมาก
    พระอธิการสงวน ชาคโร เป็นเจ้าอาวาส ปี พ.ศ. ๒๔๗๙ พร้อมพระภิกษุ ๕ รูป ซึ่งมาจากวัดมหาสมณาราม เขาวัง เพชรบุรี ได้สร้างยกฐานชุกชีที่ตั้งพระประธานในพระอุโบสถ สร้างพระเจดีย์ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ โดยมีตระกูลโป๋ คอมันตร์ บริจาคทรัพย์สร้าง
    ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม เพื่อเป็นที่ศึกษาพระธรรมวินัย โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายีมหาเถระ) เป็นองค์อุปถัมภ์พร้อมกับพุทธศาสนิกชน ทรงประทานชื่อ "โรงเรียนปริยัติสาธุชนูปถัมภ์" วัดเนรัญชรารามเป็นวัดที่มีบริเวณกว้าง ทำการปลูกต้นไม้เป็นอุทยานในวัดริมทะเลเพื่อเป็นที่พักผ่อนของประชาชนทั่วไป
    พระอุโบสถทรงอินเดีย จุดเด่นหนึ่งของวัดเนรัญชราราม ก็เห็นจะเป็นพระอุโบสถหลังนี้นี่เองละครับ เราจะไม่ได้พบเห็นการสร้างพระอุโบสถทรงอินเดียแบบนี้กันบ่อยนัก มาถึงจุดนี้แล้วก่อนที่จะเข้าไปด้านใน ผมขอเอ่ยถึงประวัติของวัดเนรัญชราราม กันให้ละเอียดมากยิ่งขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจนะครับ
    พระปิดทวารทั้งเก้า เมื่อเดินเข้ามาในบริเวณวัดเนรัญชรารามตามทางเดิน เราก็จะได้เห็นพระสีขาว มีมือ (กร) มากมายปิดหูปิดตา หลายคนคงไม่รู้จักหรือไม่เคยเห็นมาก่อน พระองค์นี้เรียกว่า พระปิดทวารทั้งเก้า มีขนาดหน้าตักกว้าง ๗ ศอก หันหน้าไปทางหาดชะอำ หลายคนเชื่อว่าได้พระองค์นี้มาแขวนคอ จะทำให้ฟันแทงไม่เข้า ยิงไม่เข้า ซึ่งไม่ใช่คติความเชื่อที่ถูกต้องในการสร้างพระองค์นี้ข้อมูลบางส่วนที่ได้จากทางวัด การสร้างพระปิดทวารทั้งเก้าองค์นี้เพื่อเป็นการสอนหรือการเตือนสติพุทธศาสนิกชน ให้ลองหัดทำปิดหู ปิดตา ปิดจมูก ใช้สติปัญญา ในการรับฟัง ในการมองเห็น ในการรับรส มีปัญญาอยู่ตลอดเวลา อะไรที่คนพูดมากระทบหูก็อย่าให้มันเข้าไปกระทบกระเทือนจิตใจ ใครจะว่าอะไรก็ให้ใตร่ตรองใคร่ครวญด้วยสติปัญญา แต่ก็ไม่ได้หมายความให้ปิดหู ปิดตา ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เพียงแต่ให้รับรู้อย่างมีปัญญารู้เท่าทันกับสิ่งที่เข้ามากระทบจิตใจของเรา เมื่อทำได้อย่างนี้แล้วเราก็จะไม่มีทุกข์ และจะเป็นหนทางสู่ความสุข ในที่นี้ผมจะเขียนเรื่องนี้เพียงย่อๆ ถ้าอยากอ่านข้อมูลมากกว่านี้ คลิกที่นี่พระปิดทวารทั้งเก้า
    มณฑปรอยพระพุทธบาท เดินลึกเข้ามาอีกนิด เราก็จะได้เห็นอาคารหลายหลัง ซึ่งก็พอจะรู้ว่าเป็นกุฏิสงฆ์ และศาลาหลังใหญ่ ตรงกลางบริเวณวัดเนรัญชราราม ซึ่งตรงกับด้านหลังขององค์พระปิดทวารทั้งเก้า จะมีมณฑปรอยพระพุทธบาทนี้อยู่ แต่ตอนนี้เราจะเข้าไปไหว้พระในพระอุโบสถก่อน แล้วจึงออกมาที่มณฑปแห่งนี้ เพราะตอนนี้เราก็ใกล้จะถึงพระอุโบสถทรงอินเดียกันแล้วครับ
    พระไพรีพินาศ เป็นพระพุทธรูปที่อยู่ในมณฑปรอยพระพุทบาท ด้านหน้าของพระไพรีพินาศมีรูปพระครูสุนทร ธรรมวิโรจน์ อดีตเจ้าอาวาสวัดเนรัญชราราม ระหว่างพระไพรีพินาศกับรูปเหมือนพระครูสุนทร ธรรมวิโรจน์ มีรอยพระพุทธบาทจำลองประดิษฐานอยู่ พระครูสุนทร ธรรมวิโรจน์เป็นอดีตเจ้าอาวาสที่เป็นกำลังสำคัญในการบูรณะวัดเนรัญชรารามหลายอย่างมากมายตลอดการครองวัดเป็นเจ้าอาวาส จนทำให้วัดเนรัญชรารามมีสภาพที่ร่มรื่น มีเสนาสนะมากมายเกิดขึ้นในวัด พร้อมทั้งได้ริเริ่มสร้างพระปิดทวารทั้งเก้าอีกด้วย
    ถาดทอง สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นมีลักษณะเป็นถาดขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนฐานค่อนข้างสูง อยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ ตามพระพุทธประวัติ ถาดทอง เกิดขึ้นในวันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เมื่อครั้งนางสุชาดา ธิดาของคหบดีผู้มั่งคั่ง ได้นำถาดทองใส่ข้าวมธุปายาส (ข้าวหุงด้วยน้ำนม) ห่อหุ้มด้วยผ้าทองอันบริสุทธิ์ ทูนเหนือเศียรเกล้า เพื่อไปบวงสรวงเทพารักษ์ ที่ได้เคยตั้งปณิธานบูชาเมื่อยังสาวว่า ขอให้ได้สามีที่มีตระกูลเสมอกัน และขอให้ได้บุตรคนแรกเป็นชาย จึงเดินทางไปยังต้นโพธิ์ เห็นพระมหาบุรุษประทับอยู่ใต้ต้นไม้ผันพระพักตร์ทอดพระเนตรไปทางทิศตะวันออก มีรัศมีพระวรกายแผ่ซ่านออกเป็นปริมณฑลงดงามยิ่งนัก ก็ปลาบปลื้มโสมนัสคิดว่าเป็นรุกขเทวดาจริง นางเดินนอบกายแต่ไกลไปเฝ้าน้อมถวายถาดข้าวด้วยความเคารพยิ่ง ขณะนั้นบาตรดินอันเป็นทิพย์เกิดอันตรธานหายไป ซึ่งมฏิการพราหมณ์ ได้ถวายแต่แรกทรงบรรพชา พระมหาบุรุษก็ทรงเหยียดพระหัตถ์ออกรับแล้วทอดพระเนตรดูนาง นางสุชาดาทราบชัดว่าพระองค์ไม่มีบาตรจะถ่ายข้าวไว้ จึงกราบทูลว่า หม่อมฉันขอถวายทั้งหมด พระองค์มีพระประสงค์ประการใด โปรดนำไปตามพระหฤทัยทั้งหมดเถิด แล้วถวายอภิวาทพร้อมกราบทูลอีกว่า "ความประสงค์ของหม่อมฉันสำเร็จฉันใด ขอสิ่งซึ่งพระหฤทัยของพระองค์จะสำเร็จฉันนั้นเถิด"
    ตามความในพระพุทธประวัติเล่าว่า เมื่อพระมหาบุรุษเสด็จลุกจากที่ประทับ ทรงถือถาดข้าวมธุปายาเสด็จไปยังฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา (ปัจจุบันเรียกว่า นีลาชนา หรือลีลาชนา) ประทับบ่ายพระพักตร์สู่บูรพทิศแล้วทรงปั้นข้าวมธุปายาสได้ ๔๙ ปั้น เสวยจนหมดแล้วทรงถือถาดลงไปสู่แม่น้ำเนรัญชรา ทรงอธิษฐานเสี่ยงทายพระบารมีว่า "ถ้าจะได้ตรัสรู้พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณแล้ว ขอให้ถาดนี้จงลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป" แล้วทรงลอยถาดทองนั้นลงในแม่น้ำ ขณะนั้นอานุภาพพระบารมีของพระองค์ซึ่งทรงบำเพ็ญมา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จหลังเสือหลวงพ่อสงวนวัดเนรัญชรา เพชรบุรี

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ

    IMG_20260402_201549.jpg IMG_20260402_201629.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 เมษายน 2026
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    FB_IMG_1775139938972.jpg

    พระสมเด็จนพเก้า วัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์) รุ่นแรก ปี36
    พระเกจิอาจารย์สายวัดท่าซุง
    หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน ปลุกเสก

    พระสมเด็จนพเก้า เป็นรุ่น ๑
    ได้สร้างขึ้นเพื่อแจกเป็นวัตถุมงคลแก่ผู้บริจาคทรัพย์สร้างศาลาการเปรียญ วัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์) อ.พระพุทธบาท จ. สระบุรี ๑๔ พ.ย.๓๖
    ในสมัยนั้น ในการจัดสร้างนี้ได้รวบรวมผงศักดิ์สิทธิ์จากสถานที่สำคัญ ๙ แห่ง พระเครื่องเก่าที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศกว่า ๕๐๐ องค์ อาทิ
    พระผงสมเด็จวัดระฆัง ,วัดใหม่อมตรส, วัดอินทร์ ,วัดเกศไชโย, วัดพลับ ,วัดปากน้ำ ,วัดสามปลื้ม ,หลวงปู่โต๊ะ, เจ้าคุณนรฯ, หลวงปู่ทวด ,หลวงปู่เผือก ,หลวงพ่อปาน, วัดเงินคลองเตย, หลวงพ่อแก้วชลบุรี ,ผงพระพนัสบดี, นางพญาพิษณุโลก ,พระพุทธชินราช ,พระรอด-พระคง ลำพูน, วัดโพธิ์นิมิตร ,วัดโพธิ์ท่าเตียน ,วัดดาวเรือง ,พระผงสุพรรณ ,พระขุนแผนสุพรรณ ,ผงเก่าจากกรุวัดเขาวง ,ไม้โพธิ์อธิษฐาน หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตร, และอื่นๆอีกมากมาย ฯลฯ

    และได้รับการอธิษฐานจิตจาก ท่านเจ้าคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(เกี่ยว อุปเสโน) วัดสระเกศ
    พระทองคำที่ หลวงพ่อวัดท่าซุง กล่าวถึงบ่อยๆ และการประกอบพิธีพุทธาภิเษกก็ได้ทำอย่างครบถ้วนตามแบบแผนทุกประการ และผ่านพิธีพุทธาภิเษกวัดเขาวงหลายครั้งมาก

    พระสมเด็จนพเก้า วัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์) จัดสร้างโดยใช้ผงศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากกว่า 500 ชนิด ผงสมเด็จวัดระฆัง วัดเกศไชโย วัดปากน้ำ วัดสามปลื้ม ผงลป.โต๊ ลป.ปาน ลป.ทวด ลป.เผือก ฯลฯ อธิษฐานจิตโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์เกี่ยว วัดสระเกศ (พระทองคำ)

    พระสมเด็จนพเก้า วัดเขาวง ได้สร้าง โดยได้รวบรวมผงศักดิ์สิทธิ์เก้าแห่ง และผงศักดิ์สิทธิ์ของวัดต่าง ๆ เช่น ผงสมเด็จวัดระฆัง วัดใหม่อมตรส วัดอินทร์ วัดเกศไชโย วัดพลับ วัดปากน้ำ วัดสามปลื้ม ผงพระหลวงปู่โต๊ะเ เจ้าคุณนรฯ หลวงปู่ทวด หลวงปู่เผือก หลวงพ่อปาน ผงวัดเงินคลองเตย ผงหลวงพ่อแก้ว วัดเคลือวัลย์ ผงพระพนัสบดี นางพญาพิษณุโลก พระรอด พระคง ผงพระสพรรณ พระขุนแผนสุพรรณ ผงไม้โพธิ์ อธิษฐานหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน อื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก และประกอบพิธีพุทธาภิเษกได้ครบถ้วนตามแบบแผนประเพณีทุกประการ สมเด็จนพเก้านี้เต็มเปี่ยมด้วยพุทธานุภาพ บังเกิดความเป็นศิริมงคล และความร่มเย็นเป็นสุข แก่ผู้มีไว้สักการะบูชาเป็นอย่างยิ่ง

    ด้านหลัง พิมพ์รูป พระนารายณ์ทรงฤทธิ์ วัดเขาวง

    " พระนารายณ์ทรงฤทธิ์ มหาปราบ ที่ไหนมีพระนารายณ์ ที่นั้นจะมีแต่ความสงบสุข"

    พระนารายณ์ทรงฤทธิ์ ปัจจุบันนี้ท่านมีศักดิ์เป็นพี่ของลูก ๆ หลวงพ่อวัดท่าซุงทุกคน

    อาตมา(พระอาจารย์เล็ก)ขึ้นไปที่พระจุฬามณีเจดีย์สถานครั้งแรกในชีวิต เจอเทวดาองค์ใหญ่เท่าภูเขาเลย ท่านเฝ้าประตูอยู่ ถามท่านว่าชื่ออะไร ? ท่านบอกว่า "ชาวบ้านเรียกผมว่าพระนารายณ์ครับ แต่ท่านเรียกผมว่าพี่ก็พอ" ดังนั้น..ในเรื่องของเทวรูปพระนารายณ์ อาตมาเชื่อว่าทั้งประเทศไทยและอาจจะทั่วทั้งโลกด้วย คงไม่มีที่ไหนทำแล้วขลังเหมือนกับวัดเขาวง เพราะว่าท่านเป็นพี่ของอาตมาทั้งสามรูป (หลวงตาวัชระชัย หลวงพ่อเล็ก และหลวงพ่อสมปอง) ถึงเวลาพี่ก็จะต้องสงเคราะห์น้องเป็นปกติ และก็ต้องเผื่อไปถึงลูกหลานของน้อง ๆ ด้วย

    จริง ๆ แล้วเทวรูปเจ้าพ่อนารายณ์ทรงฤทธิ์เป็นของเก่าแก่ มีโยมที่เขามีจิตศรัทธาถวายให้คู่กับวัดเขาวงมาตั้งแต่ต้น ถ้าหากที่ใดก็ตามมีของศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ การดูแลบริหารงานในสถานที่นั้น จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยเฉพาะพระนารายณ์ท่านอยู่ในฐานะผู้ปราบ คำว่า ปราบ คือ ทำให้เรียบเสมอกัน ก็แปลว่าอะไรที่โผล่เกินมา ก็โดนทำให้ยุบราบลงไปเสมอกัน
    FB_IMG_1775139947715.jpg
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จนพเก้าวัดเขาวงถ้ำนารายณ์ สระบุรี

    *กระดาษใบฟอยคือภาพตัวอย่าง*

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งถึง 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260402_212943.jpg IMG_20260402_213027.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 3 เมษายน 2026
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1704291595532 (1).jpg 1704292433667.jpg
    หลวงพ่อเอเคยถามพระอาจารย์บ๊ะว่า ความเมตตาของหลวงปู่คลี่ต่างจากเมตตาของอาจารย์ชุม ไชยคีรีอย่างไร ท่านตอบว่า “ ของหลวงพ่อคลี่ท่านจะเป็นในด้านของผู้ใหญ่ให้ความเมตตา เจ้านายเมตตา เพื่อนร่วมงานเมตตา ไม่มีเรื่องของชู้สาว”

    ประวัติ ของหลวงปู่คลี่ วัดประชาครับ
    พระครูสมุทรวิจารณ์(คลี่) วัดประชาโฆสิตาราม สมุทรสงคราม เป็นอีกหนึ่งพระเกจิเมืองแม่กลอง อายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณ๊ และ หลวงพ่อสาย วัดจันทร์เจริญสุข แต่ชื่อเสียงในวงการพระเครื่องหลวงพ่อตลี่ อาจจะไม่รู้จักแพร่หลายเหมือนหลวงพ่อเนื่อง แต่คนในพื้นที่และส่วนกลางก็รู้จักท่านพอสมควร หลวงพ่อคลี่ เกิดวันที่ 7 กันยายน ปี2447 เป็นชาวอำเภออัมพวา สมุทรสงคราม ได้บรรพชาเป็นสามเณร ตั้งแต่ปี2462 ที่วัดประชาโฆสิตาราม โดยมีหลวงพ่อทองอยู่ วัดประชาโฆสิตาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ สำหรับหลวงพ่อทองอยู่ วัดประชาโฆสิตาราม เป็นพระเกจิร่วมยุคสมัยเดียวกับหลวงพ่อคง วัดบางกะพร้อม หลวงพ่อโต วัดคู้ธรรมสถิตย์ ชาวบ้านในสมัยก่อนก็ให้ความนับถือหลวงพ่อทองอยู่ แม้แต่หลวงพ่อคง วัดบางกะพร้อม ยังกล่าวยกย่องในด้านความเก่งกล้าด้านพุทธาคม ในฐานะที่หลวงพ่อคลี่ เป็นญาติกับหลวงพ่อทองอยู่ จึงมิต้องสงสัยเลยว่าวิชาต่างๆหลวงพ่อคลี่ ต้องได้เรียนมาจากหลวงพ่อทองอยู่ แบบเค็มๆไม่มีปิดบัง เมื่ออายุครบบวช หลวงพ่อคลี่ ได้บวชเป็นพระที่วัดประชาโฆสิตาราม ปี2467 โดยมีหลวงพ่อช่วง วัดปากน้ำ อำเภออัมพวา สมุทรสงคราม เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งหลวงพ่อช่วง ท่านนี้ก็เป็นพระเกจิที่อาวุโสแก่กว่าหลวงพ่อคง วัดบางกะพร้อม อยู่หลายปี หลวงพ่อช่วง วัดปากน้ำ เชี่ยวชาญทั้งด้านวิทยาคมและวิปัสสนากรรมฐาน เชื่อว่าหลวงพ่อคลี่ เมื่อบวชเป็นพระก็คงได้รับการถ่ายทอดวิชามาบ้างไม่มากก็น้อย หลวงพ่อคลี่ เป็นพระที่มีความขยันใฝ่เรียนรู้ ท่านได้ศึกษาปริยัติจนสำเร็จนักธรรมเอก ในปี 2477 หลังจากที่หลวงพ่อทองอยู่ ได้มรณภาพลงเมื่อปี 2487 ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาส และได้รับแต่งตั้งเป็นทางการปี 2490 หลวงพ่อคลี่ เป็นพระที่มีความเก่งกล้าด้านอาคมมากรูปหนึ่ง แต่ไม่ค่อยมีคนเขียนประวัติลง อาจเป็นเพราะว่าในสมัยมีชีวิตท่านคงจะไม่อยากเปิดเผยตัวเหมือนกับพระเก่งๆในอดีตหลายองค์ ที่ไม่ชอบให้ลูกศิษย์เขียนประวัติเผยแผ่ หลวงพ่อคลี่ ได้รับสมณศักดิ์ เป็นพระครูสมุทรวิจารณ์ และเป็นเจ้าคณะตำบลชั้นเอก ได้มรณภาพลงด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 5 มิย 2533 สิริอายุ 86 ปี สำหรับวัตถุมงคลที่สร้างไว้สมัยท่านมีชีวิต มีจำนวนไม่กี่สิบรุ่น สังเกตได้ว่าไม่ค่อยมีหมุนเวียนออกมาตามสนามบ่อยนัก ส่วนใหญ่คนที่รู้จักจะแอบเก็บกันหมด เหรียญที่สร้างชื่อให้หลวงพ่อคลี่ มากที่สุดก็คือ เหรียญ รุ่น ด.ใหญ่ สร้างปี 2519 เพราะมีคนที่แขวนเหรียญรุ่นนี้ถูกฟันแทงด้วยมีดสปาต้า ผลปรากฏว่าไม่มีแผลให้แมลงวันได้กินเลือดเลยครับ ชาวบ้านในพื้นที่เมื่อทราบต่างตามเก็บกันหมด เหรียญ ด.ใหญ่ หลวงพ่อคลี่ หายากทำให้ตอนหลังๆของเก๊ออกมาร่วมแจมด้วย ใครที่สนใจอยากได้เหรียญสุดยอดประสบการณ์ของหลวงพ่อคลี่ รุ่น ด.ใหญ่ ควรศึกษาให้ดีก่อนครับ

    1704292433667.jpg
    พระของหลวงปู่จะมีครบทุกด้านเเต่ที่เด่นนำออกมาคือลาภเเละเมตตาร่มเย็น ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินไปกราบหลวงปู่หลายวาระพระองค์ท่านทรงมีพระบรมราชานุญาติให้ใช้ พระปรมาภิไธยย่อ ภปร. บนวัตถุมงคลของหลวงปู่คลี่อีกด้วย
    *ครั้งหนึ่งพระอาจารย์บ๊ะเคยพูดว่า “ของพ่อคลี่ใครไม่เก็บกูเก็บหมด ท่านปิดบังความเก่งตัวเอง ทั้งลาภทั้งเมตตาเย็นนำออกมาก่อนเลย” บนโต๊ะพระอาจารย์บ๊ะจะมีวัตถุมงคลของหลวงพ่อคลี่วางอยู่ชิ้นหนึ่ง หลายคนคงเคยเห็นเเต่ไม่รู้จักกัน ท่านบอกว่า”ลาภโคตรดีเลยนะของพ่อคลี่เนี่ย”
    ใครไม่เอาตูเอา
    หลวงพ่อเอเคยถามพระอาจารย์บ๊ะว่า ความเมตตาของหลวงปู่คลี่ต่างจากเมตตาของอาจารย์ชุม ไชยคีรีอย่างไร ท่านตอบว่า “ ของหลวงพ่อคลี่ท่านจะเป็นในด้านของผู้ใหญ่ให้ความเมตตา เจ้านายเมตตา เพื่อนร่วมงานเมตตา ไม่มีเรื่องของชู้สาว”

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260401_234715.jpg IMG_20260401_234747.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    พระผงพระมงคลบพิตร จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ระลึกสมโภช พระมงคลบพิตร พิธีปลุกเสกวันเสาร์ ๕ พ.ศ.๒๕๓๖

    พระผงสมโภช พระมงคลบพิตร พิธีปลุกเสกวันเสาร์ 5 พ.ศ.2536 พระเกจิสายอยุธยาร่วมพุทธาพิเศกมากมาย เช่น
    หลวงปู่ทิม วัดพระขาว อยุธยา
    หลวงปู่สวัสดิ์ วัดศาลาปูน อยุธยา
    หลวงพ่อเอียด วัดไผ่ล้อม อยุธยา
    หลวงพ่อหวล วัดพุทไธสวรรย์ อยุธยา
    หลวงพ่อรวย วัดตะโก อยุธยา
    หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว อยุธยา
    หลวงพ่อเฉลิม วัดพระญาติ อยุธยา
    หลวงพ่อวิชัย วัดตูม อยุธยา
    หลวงพ่อช่อ วัดฤกษ์บุญมี สุพรรณบุรี
    หลวงปู่โง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก พิจิตร
    พระภาวนาโกศลเถระ วัดปากน้ำ กทม.
    พระครูจันทโพธิคุณ หลวงพ่อโทน วัดเซิงหวาย อ่างทอง
    โดยมี องค์สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุขวัฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นองค์ประธาน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาเร็วส่งครับ

    ......280.....พระผงพระมงคลบพิตร จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ระลึกสมโภช พระมงคลบพิตร พิธีปลุกเสกวันเสาร์ ๕ พ.ศ.๒๕๓๖

    พระผงสมโภช พระมงคลบพิตร พิธีปลุกเสกวันเสาร์ 5 พ.ศ.2536 พระเกจิสายอยุธยาร่วมพุทธาพิเศกมากมาย เช่น
    หลวงปู่ทิม วัดพระขาว อยุธยา
    หลวงปู่สวัสดิ์ วัดศาลาปูน อยุธยา
    หลวงพ่อเอียด วัดไผ่ล้อม อยุธยา
    หลวงพ่อหวล วัดพุทไธสวรรย์ อยุธยา
    หลวงพ่อรวย วัดตะโก อยุธยา
    หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว อยุธยา
    หลวงพ่อเฉลิม วัดพระญาติ อยุธยา
    หลวงพ่อวิชัย วัดตูม อยุธยา
    หลวงพ่อช่อ วัดฤกษ์บุญมี สุพรรณบุรี
    หลวงปู่โง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก พิจิตร
    พระภาวนาโกศลเถระ วัดปากน้ำ กทม.
    พระครูจันทโพธิคุณ หลวงพ่อโทน วัดเซิงหวาย อ่างทอง
    โดยมี องค์สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุขวัฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นองค์ประธาน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาเร็วส่งครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260402_222627.jpg IMG_20260402_222711.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1775205407101.jpg 6872114-36656.jpg

    ในปีพ.ศ. ๒๕๔๖ หลวงพ่อประโยชน์ สุทธิวังโส วัดนาลับแลง เจ้าตำรับวัตถุมงคล “เหล็กน้ำพี้” ลูกศิษย์ หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ , หลวงพ่อแก้ว วัดช่องลม , หลวงพ่อผล วัดเทียนดัด และหลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง ได้จัดสร้างวัตถุมงคลที่มีเนื้อหาเข้มขลังเปี่ยมด้วยพระพุทธคุณขึ้นอีกครั้ง พระสมเด็จมวลสารผสมเหล็กน้ำพี้ชุดนี้รวมถึงวัตถุมงคลอื่นๆในรุ่นไตรมาส 46 หลวงพ่อได้นำถวายแด่หลวงปู่ทองดำ วัดท่าทอง (บุตรบุญธรรมหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน) อธิษฐานจิตให้เป็นปฐมฤกษ์ จากนั้นจึงจัดพิธีพุทธาภิเษก และปรกปลุกเสกตามสรรพวิชาที่ได้ร่ำเรียนมาด้วยตัวท่านเองตลอดไตรมาส

    อริยะโลกที่6 หลวงพ่อประโยชน์ สุทธิวังโส วัดนาลับแลง จ.อุตรดิตถ์
    อริยะโลกที่6 : หลวงพ่อประโยชน์ สุทธิวังโส วัดนาลับแลง จ.อุตรดิตถ์ : เอ่ยถึงจังหวัดอุตรดิตถ์ ชาวไทยจะต้องรู้จักพระแท่นศิลาอาสน์ พระยาพิชัยดาบหัก พระบรมธาตุทุ่งยั้ง เมืองลับแล เมืองแห่ง ผลไม้ ต้นสักที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่อำเภอน้ำปาด เขื่อนสิริกิติ์ ชลประทานที่ชุบชีวิตชาวอุตรดิตถ์

    ณ ดินแดนแห่งนี้ในอดีตจวบจนปัจจุบันมีพระนักปฏิบัติ พระนักพัฒนา และพระเกจิอาจารย์เกิดขึ้นมากมาย กลายเป็นตำนานที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายรูป

    รวมไปถึงพระเกจิรูปนี้ “หลวงพ่อประโยชน์ สุทธิวังโส” หรือ “พระครูสุทธิธรรมวงศ์”

    เป็นพระเกจิดังเรืองวิทยาคม และเป็นพระพัฒนาที่มีผู้เลื่อมใสศรัทธาจำนวนมาก

    ความเมตตาโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ และมีบุคลิกเงียบขรึมเอาจริงเอาจัง โดยเฉพาะงานทางด้านการปกครองสงฆ์ เป็นที่ประจักษ์กับบุคคลทั่วไป ได้รับรู้อย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากจะเป็นเจ้าอาวาสวัดนาลับแลง ต.ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ ยังดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอทองแสนขัน อีกด้วย

    มีนามเดิมว่า ประโยชน์ เกตุแก้ว เกิดเมื่อวันที่ 17 มี.ค.2477 ต.คลองตัน อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร

    เคยรับราชการกองทัพเรือ มียศ “เรือตรี” อุปสมบทเมื่อวันที่ 4 พ.ค.2504 ที่วัดบางยาง มีพระเทพสาครมุนี (หลวงพ่อแก้ว) วัดสุทธิวาตราราม (วัดช่องลม) เป็นพระอุปัชฌาย์

    ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสำเร็จนักธรรมชั้นเอก และศึกษาวิทยาคมควบคู่ไปด้วย ในความจริงแล้วเรื่องวิทยาคม เคยศึกษามาตั้งแต่เด็ก ด้วยความชอบและรักศาสตร์ทางด้านนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นหลานหลวงพ่อพล วัดเทียนดัด

    ศึกษาความรู้ในเรื่องการอธิษฐานจิตปลุกเสก วัตถุมงคลจากหลวงพ่อแก้ว และได้ถวายตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ ศึกษา วิทยาคมอยู่นานถึง 12 ปีเต็ม จากนั้นจึงธุดงค์จาริกไปทั่วประเทศ เพื่อศึกษาไสยเวทวิทยาคมจากคณาจารย์ต่างๆ

    พ.ศ.2514 มาพักอยู่ที่วัดนาลับแลง ซึ่งเป็นวัดร้าง พัฒนาจนเจริญรุ่งเรืองตามลำดับ และด้วยมีความรู้ทางด้านการแพทย์แผนโบราณ จึงรับรักษาชาวบ้านที่เป็นโรคต่างๆ โดยไม่คิดหรือเรียกร้องค่าใช้จ่าย

    โรคต่างๆ ที่ท่านรับรักษาก็มี ต่อกระดูก แขนหัก ขาหัก โรคอัมพาต โรคสันนิบาตปากเบี้ยว โรคท้องโต และอีกหลายๆ โรค โดยไม่มีความรังเกียจแต่อย่างใด

    ด้านการศึกษา สนับสนุนด้วยการเปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรม และเป็นศูนย์กลางในการสอนนักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ประจำอำเภอทองแสนขัน นอกจากนี้ ยังเปิดโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ สอนเยาวชน ส่งเสริมให้เรียนรู้การพึ่งตนเองและปฏิบัติตนให้ห่างไกลยาเสพติดด้วย

    เพิ่มพูนความรู้ในเรื่องพระพุทธศาสนาปลูกฝังคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรมให้แก่นักเรียน นำไปใช้ในชีวิตประจำวันและ นำความรู้ที่ได้รับไปศึกษาต่อ ซึ่งท่านมองว่าพระพุทธศาสนาและการศึกษา สามารถที่จะพัฒนาคนให้เป็นคนดี

    การที่จะเป็นคนดีและเพียบพร้อมในทุกๆ ด้านก่อนอื่นต้องมีคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรมที่ดีงามก่อน จึงจะทำให้เป็นคนที่มีศักยภาพ มีคุณภาพ เป็นบุคคลที่มีประโยชน์ เป็นที่พึงประสงค์ของสังคม

    เป็นคนรักธรรมชาติต้นไม้ นำพระภิกษุ-สามเณร ปลูกไม้ยืนต้นเพิ่มเติมรวมทั้งรักษาต้นไม้เดิมเอาไว้ พร้อมประกาศห้ามตัดฟันหรือทำอันตรายใดๆ ต่อต้นไม้ภายในเขตวัดเด็ดขาด

    รวมทั้งร่วมมือกับชุมชนปลูกต้นไม้ไว้ตามสถานที่ราชการและที่สาธารณประโยชน์ ในวันสำคัญทุกปี

    ด้วยผลงานด้านการพัฒนา และส่งเสริมการศึกษาอย่างโดดเด่นเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่ไพศาลต่อพระพุทธศาสนา และประเทศชาติ ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอ เพื่อดูแลและปกครองการคณะสงฆ์อำเภอทองแสนขัน

    กระทั่ง ในการประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2557 พระสังฆาธิการผู้บังคับบัญชา เสนอแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดนาลับแลง และเจ้าคณะอำเภอทองแสนขัน ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอทองแสนขัน...

    ข้อมูลจากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ข่าวสด คอลัมน์อริยะโลกที่ 6

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จไตรมาสหลวงพ่อประโยชน์วัดนาลับแลง
    พิมพ์จัมโบ้ ปี ๒๕๔๖

    ท่านใดเคยเป็นแฟนอ่านนิตยสารพระเครื่องนะโมสมัยก่อนน่าจะรู้จักท่าน

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260403_154131.jpg IMG_20260403_154154.jpg
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    esanprad_2026_02_15_14_43_4935903590.jpg

    ประวัติหลวงปู่คำตา ทีปังกโร วัดภูคันจ้อง จ.อุดรธานี
    หลวงปู่คำตา ทีปังกโร
    วัดป่าภูคันจ้อง
    บ้านคำด้วง ต. คำด้วง อ. บ้านผือ จ.อุดรธานี
    ชาติ ภูมิ
    หลวงปู่คำตา ทีปังกโร มีชาติกำเนิด ในสกุล ศรบัว

    เกิดเมื่อวันที่ ๒ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๗๐ ตรงกับปีเถาะ วันเสาร์ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๕ ณ บ้านโนนซาติ ตำบลนาดี อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัด อุดรธานี
    โยมบิดา ชื่อ ผง โยมมารดา ชื่อ ผา
    ท่านมีพี่น้องร่วมบิดา - มารดา เดียวกัน ๕ คน เป็นชาย ๒ คน เป็นหญิง ๓ คน
    ปัจจุบันพี่สาวของท่านยังมีชีวิตอยู่
    หลวงปู่คำตา เป็นลูกคนสุดท้อง เมื่ออายุ ๒๑ ปี
    หลวงปู่คำตาท่านได้รับคัดเลือกเป็นทหารเกณฑ์ เมื่อเป็นทหารจนครบกำหนดแล้วตามประเพณีทางภาคอีสานจะต้องบวชเสียก่อนค่อยแต่งงาน ส่วนมากสมัยก่อน พออายุครบ ๒๐ ปี ก็ต้องบวชอย่างน้อย๑ พรรษา พออายุครบ ๒๑ ปี
    ผ่านการคัดเลือกทหารแล้ว หากถูกคัดเลือกเป็นทหารก็ต้องไปเป็นทหารก่อนค่อยแต่งงาน
    สำหรับหลวงปู่หลังจากที่ปลดประจำการ
    หลวงปู่ท่านได้ อุปสมบทโดยบวชเป็นพระฝ่ายมหานิกาย ๑ พรรษา เมื่ออายุประมาณ ๒๓ ปี

    เมื่อลาสิกขาแล้วท่านได้แต่งงานกับนางสาวจันทร์ นามลี มีบุตรธิดาด้วยกัน ๙ คน เป็นหญิง ๗ คน เป็นชาย ๒ คน ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ทั้งหมด
    หลวงปูเล่าให้ฟัง สมัยเมื่อหลวงปู่เป็นฆราวาส ท่านได้ชักชวนหมู่เพื่อนและญาติพี่น้องสร้างวัดสำหรับพระกัมมัฏฐานขึ้นที่ผาด้วง ซึ่งมีพระกัมมัฏฐานมาพักภาวนาอยู่เป็นประจำ หลวงปู่ท่านได้ไปอุปัฏฐากและฟังเทศน์ จนเกิดความเลื่อมใสในการปฏิบัติภาวนาของพระธุดงค์

    หลวงปู่ได้รับการฝึกหัดการปฏิบัติตามกฎของพระธุดงค์อย่างชำนิชำนาญตามนิสัย พระธุดงค์บางรูปท่านอยู่นาน บางองค์ท่านก็อยู่ไม่นาน
    ต่อมาไม่มีพระอยู่จำพรรษา หลวงปูท่านซักชวนญาติพี่น้องไปนิมนต์พระเพื่อมาอยู่จำพรรษาโดยเดินทางไปที่วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน จังหวัดเลย ซึ่งมีหลวงปู่ชอบ ฐานสโม เป็นประธานสงฆ์

    การไปนิมนต์พระไม่ได้พระ แต่ได้ข้อคิดโดยหลวงปู่ชอบ ท่านได้ให้โอวาทว่า "การหาพระไปอยู่วัดมันยากสู้เราบวชเองไม่ได้ สร้างเราให้เป็นพระ เมื่อฝึกใจของเราให้เป็นพระโดยสมบูรณ์แล้ว เราก็ไม่ต้องไปหาพระภายนอกให้ลำบากอีกต่อไป พวกเรามันโง่ แสวงหาแต่พระภายนอกให้พากันบวชเอา แล้วไปอยู่วัด"
    หลังจากกลับมาซึ่งตอนนั้น หลวงปู่ท่านยังไม่อยากบวช เนื่องจากมีภาระในการเลี้ยงดูลูก ๆ ซึ่งยังเล็กอยู่และต้องสร้างฐานะครอบครัวให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง พร้อมกับการให้ทานรักษาศีล ประกอบกันไปตามความเหมาะสม การภาวนาก็พยายามทำเมื่อมีโอกาส โดยภาวนาบริกรรมพุทโธเป็นหลัก
    หลวงปู่เล่าให้ฟังว่า ช่วงไหนงานทำนาเร่งเพื่อให้เสร็จเร็ว ท่านไม่ได้ไปวัด พอถึงวันอุโบสถ ตอนเช้าทำวัตร สวดมนต์เสร็จก็สมาทานรักษาศีลเองโดยตั้งใจจะรักษาศีลเอง โดยตั้งใจจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์วันหนึ่งกับคืนหนึ่ง พอทานอาหารเช้าแล้วก็ออกไปทำงานตามปกติ เนื่องจากวัดไม่มีพระจำพรรษา และต้องทำงานเลี้ยงครอบครัว
    เนื่องจากมีลูกหลายคน แต่หลวงปู่ท่านไม่ละความพยายามในการภาวนาหลวงปู่เล่าว่า
    บางครั้งขณะไถนาจิตร่วมลงสู่ความสงบ ควายพาไถออกแปลงนา จิตก็ถอนออกจากสมาธิ ท่านก็พาควายกลับเข้ามาไถนาอีกต่อไป โดยท่านภาวนาตลอดเวลาไม่ว่าอิริยาบถใด ไถนา ถอนกล้า ดำนา จนจิตของท่านมีความชำนาญในการทำสมาธิมากการทำนาไม่มีความเหนื่อยล้า เนื่องจากจิตของท่านมีความสงบร่มเย็นด้วยอำนาจของสมาธิ
    หลวงปู่เริ่มเห็นคุณค่าของการทำสมาธิตอนนั้นเริ่มมีความอยากบวชในพระพุทธศาสนาตามลำดับ

    วันหนึ่งไปเลี้ยงควาย ภาวนาไปด้วยเวลานั่งเฝ้าถวายก็ภาวนาบางครั้งจิตสงบลงจนควายไปไกล พอจิตถอนจากสมาธิท่านก็ลุกตามควายไปพอตามทันก็นั่งสมาธิอีก ทำอยู่อย่างนั้นตลอดวัน

    บางครั้งเฝ้าควายอยู่กำลังสูบบุหรี่ พอสูบเข้าไปท่านมองเห็นควันบุหรี่เข้าไปในปอด มองดูเห็นหน้าอกเห็นหมด พวกตับ ไต ไส้พุงต่าง ๆ ท่านเลยนั่งกำหนดดูจนควายกินหญ้าไปไกล พอออกจากสมาธิแล้วตามควายไป จากนั้นท่านก็มีความอยากบวชเป็นกำลัง เนื่องจากการเป็นฆราวาสมีเวลาน้อยยุ่งยากไม่สะดวก
    ท่านจึงเริ่มแสวงหาครูบาอาจารย์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
    ขณะนั้นวัดเทพธารทองมีชื่อเสียงมากในการปฏิบัติ ท่านจึงได้มอบทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ทั้งหมดให้แก่ภรรยาและลูก ๆ ทุกคน ซึ่งสามารถเลี้ยงชีวิตโดยไม่ลำบากจึงตัดสินใจลาออกบวช โดยมุ่งหน้าสู่วัดเทพธารทอง

    หลวงปู่ได้เดินทางมาฝากตัวเป็นศิษย์ ขอบวชในพระพุทธศาสนากับพระอาจารย์บัวไล ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส

    ท่านได้รับฝึกหัดขานนาคจนชำนาญจึงอนุญาตให้บวช
    หลวงปู่ท่านอุปสมบท เมื่อวันที่ ๒๐ เดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๑๗

    เมื่ออายุ ๔๘ ปี ณ วัดเทพธารทอง ต.แก้งไก่ อ.สังคม จ.หนองคาย

    โดยมีพระครูศีลขันธ์ สังวร (อ่อนสี สุเมโธ) วัดพระงามศรีมงคล เป็นพระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์ พระครูญาณปรีชา (เหรียญ วรลาโภ) วัดอรัญบรรพต พระอนุสาวนาจารย์พระครูวินัยธร
    โดยได้รับฉายาว่า ทีปังกโร ซึ่งแปลว่า ชื่อของพระพุทธเจ้าทีปังกร
    เมื่อบวชแล้วได้อยู่จำพรรษาที่วัดเทพธารทอง ด้วยความไม่ประมาทหลวงปู่ท่านสอนตัวเองเสมอว่า เราบวชตอนแก่จะต้องทำความเพียรเต็มความสามารถไม่ว่าอิริยาบถใด ท่านทำความสงบได้ไม่ยาก
    กติกาวัดเทพธารทอง วันพระ ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ห้ามไม่ให้นอนนั่งภาวนาร่วมกันที่ศาลาจนสว่าง ทั้งพระเณรและฆราวาส ที่ไปปฏิบัติธรรมที่วัดต้องถืออย่างเคร่งครัด สำหรับหลวงปู่ท่านมีความพอใจในการปฏิบัติแบบนี้ เพราะจะได้ทรมานกิเลสตัวที่เห็นแก่หลับแก่นอน จิตของหลวงปู่สงบง่ายท่านบอกว่าไม่ต้องทรมานเหมือนคนอื่น แม้แต่เวลาอยู่กันหลายองค์ กำลังพูดคุยกันอยู่ก็ยังสงบ บางทีปล่อยให้สงบจนพระที่อยู่ด้วยกันท่านคิดว่านั่งหลับท่านบอกว่าพระเณรพูดกันได้ยินหมด แต่ไม่สนใจ จนจิตถอนออกจากสมาธิแล้วคุยกับพระเณรต่อ พระถามท่านว่านั่งหลับหรือ ท่านไม่พูดเพียงแต่ยิ้ม ๆ เพราะเขาไม่รู้ วันหนึ่งท่านนั่งสมาธิอยู่บนกุฏิเกิดนิมิตเห็นเพื่อนของท่าน เดินขึ้นมาบนกุฏิ มาหาท่านเขาตัดผมใหม่ เขาบอกว่าเขาตายแล้วและขออนุญาตหลวงปู่จะไปอยู่วิมานหลวงปู่ถามว่า ทำไมไม่ไปอยู่ เขาบอกว่าอยู่ไม่ได้ต้องขออนุญาตจากหลวงปู่ก่อน เพราะท่านออกค่าใช้จ่ายมากกว่า หลวงปู่เลยบอกว่า เรายกให้เลย เรายกให้ทั้งหมด เราไม่เอา เขากราบลาแล้วลงจากกุฏิด้วยความยินดี หลวงปู่เล่าว่า สมัยยังไม่บวกไปสร้างกุฏิด้วยกันโดยหลวงปู่ ออกเงินค่าใช้จ่ายมากกว่า ฉะนั้นท่านจึงมีสิทธิมากกว่าเขาถ้าตายก็ต้องอยู่ด้วยกัน เขาก็ต้องไปเกิดเป็นบริวาร เพราะบุญน้อยกว่า แต่หลวงปู่ท่านสละทานให้ เพราะบวชแล้ว และเป็นการสงเคราะห์เพื่อน พอต่อมาไม่นานมีญาติมาเยี่ยมท่าน จึงถามข่าวถึงเพื่อนเขาบอกว่าตายแล้ว ท่านก็หมดความสงสัยในความรู้ที่เกิดขึ้นความรู้เห็นสิ่งต่าง ๆ เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ปฏิบัติ ตั้งแต่เริ่มภาวนาใหม่ ๆ ความเชื่อและศรัทธามีความแน่นหนามั่นคงตามลำดับ ถึงสมาธิของท่านจะแน่นหนามั่นคงขนาดไหน พอมีช่องว่างกิเลสก็เข้าแทรกทันทีวันหนึ่งเกิดคิดถึงบ้านคิดถึงลูกยังเล็ก ๆ อยู่ คงจะลำบากเกิดความสงสาร คิดอยากจะสึกเต็มกำลัง ภาวนาอย่างไรก็ไม่สงบ มีแต่ความฟุ้งซ่านรำคาญ ทนไม่ได้ก็เลยหยุดภาวนา เลยเดินไปบริเวณวัด พอดีไปเจอสามเณรน้อยนั่งอยู่คนเดียว เลยนั่งคุยกับสามเณรว่าอยากสึกไหม สามเณรตอบท่านว่า ไม่อยากสึก ขี้เกียจไปเลี้ยงควาย ไม่ไปก็ไม่ได้แม่จะตีเอา เวลาไปเลี้ยงควายริ้นมันกัดหัวกัดหูไม่อยากสึกพอสามเณรพูดจบ หลวงปู่ท่านได้สติทันที ท่านพูดกับตนเองว่าขนาดสามเณรยังรู้ว่าเลี้ยงควายมันลำบาก แต่เราแก่ขนาดนี้ยังไม่รู้ว่ามันเป็นทุกข์ ยังจะมาอวดดีหรือว่าตนเองฉลาด หลังจากนั้นพอกลับจากกุฏินั่งภาวนาจิตก็รวมสู่ความสงบ พอจิตถอนจากสมาธิแล้วท่านจึงเริ่มพิจารณาถึงเหตุที่ทำให้จิตเสื่อมจากสมาธิ เพราะความประมาทหลงติดสุขในสมาธิไม่ยอมพิจารณาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ท่านจึงเริ่มพิจารณาตั้งแต่สมัยท่านแต่งงานใหม่ ๆ ต้องทำบาปเพราะหาเลี้ยงชีวิตเพราะความยึดมั่นในตัวภรรยาว่าเป็นของเรา แล้วเกิดความหึงหวงเหมือนประหนึ่งว่าจะไม่ตายจากกันจะไปไหนก็ไม่ได้จิตมีแต่ความทุกข์ มีแต่ความอาลัยอาวรณ์ เวลาไม่สบายก็ต้องดูแลกันเป็นทุกข์เป็นทุกข์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย พออยู่มาไม่นานก็มีลูกทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชาย ยิ่งต้องทำบาปทำกรรมหนักขึ้นไปอีก แทบจะหาบุญไม่เจอไม่ทำก็ไม่มีกิน เพราะลูก ๆ ตาดำ ๆ ให้เขากินอะไร

    ท่านถึงกับพูดว่า คนเราทุกข์เพราะการกิน เมื่อท่านพิจารณาอย่างละเอียดตามหลักความจริงแล้ว ถึงแม้จะรักจะหึงหวงภรรยาของเราขนาดไหน สุดท้ายก็ต้องพลัดพรากตายจากกันไป แม้แต่ลูก ๆ ก็เหมือน

    กันไม่มีใครในโลกจะสามารถยับยั้งสิ่งเหล่านี้ได้ ทุกอย่างเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์ด้วยกัน หลวงปู่เคยพูดเสมอเมื่อลูกศิษย์ไปกราบท่าน พูดเป็นภาษาอีสานว่า "ฮักลูกพอปานเชือกผูกคอฮักหลานพอปานปอผูกศอกฮักข้าวของเงินทองพอปานปอกมัดขาท่านว่ามัดสามประการนี้แหละจึงออกจากบ้านจากเรือนมาอยู่วัดไม่ได้เมื่อท่านพิจารณาเห็นตามหลักของความจริง จิตก็มีแต่ความสงบร่มเย็น การภาวนาก็ก้าว

    หน้าหมดความอาลัยในการที่จะลาสึกอีกวันหนึ่งตอนกลางคืนกำลังเดินจงกรม จิตมีความสงบเกิดแสงสว่างทั่วสุดทางจงกรมและมีโครงกระดูกลอยอยู่ข้างหน้า ท่านก็เดินจงกรมตามไปพอสุดทางจงกรม พอจะเลี้ยวกลับท่านคิดว่ามันจะมาข้างหลังหรือ พอหันกลับมาก็เจอโครงกระดูกอีก แต่ท่านตั้งสติ

    และเดินจงกรมเรื่อย ๆ พอไม่นานโครงกระดูกก็หายไป ท่านได้พิจารณาดูแล้ว เห็นว่าคนเราหลงโครงกระดูกที่มีเครื่องประดับประกอบด้วยของปฏิกูลต่าง ๆ ประกอบไปด้วยอาการ ๓๒ ประการ อันได้แก่ เนื้อ หนัง เอ็น กระดูก เมื่อรวมกันแล้วเรียกว่า คนแล้วก็ยึดมั่นว่าเป็นตัวเป็นตนลืมเนื้อลืมตัว ยึดมั่นถือมั่นในตนเองมีสมบัติมากลืมเนื้อลืมตัว มีบริษัทบริวารมากลืมเนื้อลืมตัว มียศถาบรรดาศักดิ์มากลืมเนื้อลืมตัว ยิ่งพิจารณายิ่งเห็นความน่าเบื่อหน่ายของกิเลสตัณหาไม่ว่าเขาไม่ว่าเรา ถ้าไม่มีธรรมเข้าครอบครองหัวใจแล้วเป็นได้ทั้งนั้น นี้แหละเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ในวัฏสงสาร หลงทำกรรมอันชั่วลามกก็เพราะความลืมตัวลืมตน หยิ่งยโส นำมาซึ่งความตกต่ำ เกิดมาก็อด ๆ อยาก ๆ มีอำนาจวาสนาน้อยเพราะการกระทำของตนเอง คนเราทุกข์เพราะความหลงในร่างกายอันเป็นของไม่เที่ยงเกิดขึ้นมาแล้วก็รอแต่การแตกสลายในที่สุด เราควรจะรีบเร่งทำความเพียร เพื่อจะออกจากทุกข์ เพื่อละความยึดมั่นในสิ่งทั้งหลายดีกว่า
    หลวงปู่ท่านมีความรู้เกี่ยวกับพวกกายทิพย์
    ท่านเล่าว่าวัดเทพธารทองมีพวกภูมิยักษ์แสดงอิทธิฤทธิ์ให้ท่านดู เขายืนทีกลางแม่น้ำโขง แม่น้ำโขงลึกเพียงแค่หน้าแข้ง ตัวเขาใหญ่มากเขาแสดงให้ท่านดู ท่านเร่งภาวนาอย่างหนัก ทั้งอดนอนทั้งอดอาหารสลับกัน ท่านสอนตนเองเสมอว่า "ท่านบวชตอนแก่ ต้องทำความเพียรแข่งกับความตาย ซึ่งไม่รู้วันไหนจะตายจากโลกนี้" ท่านมีความเด็ดเดี่ยวมากในการทำความเพียร บางคืนนั่งภาวนาจนสว่าง

    บางคืนเดินจงกรมตลอดคืน ช่วงหลังการภาวนาไม่สะดวก เนื่องจากญาติโยม - พระเณรมีจำนวนมากขึ้น เพราะสมัยนั้นวัดเทพธารทองกำลังโด่งดังมากในเรื่องการปฏิบัติภาวนา หลวงปู่ท่านจึงตัดสินใจลา

    พ่อ - แม่ครูอาจารย์ออกเที่ยวธุดงค์ เพื่อแสวงหาที่สงบในการที่จะทำลายกิเลสตัณหาที่ยังบังคับจิตใจ แทบจะหาความสุขแทบจะไม่มีประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๒ หลวงปู่ได้ธุดงคปภาวนาหลายที่ท่านเล่าว่า ท่านไปภาวนาอยู่ทางสกลนคร ท่านว่าวัดอยู่กลางทุ่งเป็นวัดร้างไม่มีพระอยู่ การภาวนาสงบทั้งกลางวันกลางคืน บางคืนเดินจงกรมจนสว่าง มีแต่ความสงบเยือกเย็น บางคืนนั่งภาวนาตลอดคืนจิตมีแต่ความดื่มด่ำไม่อยากหยุด จิตหมุนตลอดเวลาในการทำความเพียรภาวนา ที่วัดนั้นมีเปรตเป็นมิจฉาทิฐิ พอนั่ง

    ที่มาเว็บลานธรรมจักร

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จหลวงปู่คำตาวัดป่าภูคำจ้อง ครูบาอาจารย์ผ้าป่าสายหลวงปู่มั่น
    พระสมเด็จของพระอรหันต์เมื่อท่านมรณภาพแล้วอัฐิเป็นพระธาตุ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260403_163009.jpg IMG_20260403_163032.jpg
     
  15. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,239
    ค่าพลัง:
    +5,927
    จองครับ
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    FB_IMG_1774810989125.jpg

    พระสมเด็จ พระครูลมูล หลังพัดยศ (ส.พัฒนกิจ) วัดเสด็จ ปทุมธานี พิมพ์ใหญ่ จัมโบ้ ฝังตะกรุด ๓ ดอก

    หลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ ผู้สำเร็จวิชาลบผงวิเศษ ๑๒ นักษัตร
    ท่านเป็นพระเกจิเชื้อสายรามัญแห่งจังหวัดปทุมธานี สุดยอดพระเกจิผู้มีพุทธคมเข้มขลัง เป็นผู้ที่มีจิตสมาธินิ่งมาก สามารถเขียนผงทะลุกระดานชนวนได้เพียงอึดใจ

    ในการสร้างพระสมเด็จฯ นอกจากวิชาลบผงวิเศษทั้ง ๕ ประการแล้ว ท่านยังใช้วิชาลบผง ๑๒ นักษัตร อันเป็นวิชาของชาวมอญที่ตกทอดกันมาตั้งแต่โบราณ ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีพระเกจิอาจารย์รูปใดในยุคก่อนๆ ที่วงการรู้จักมีการทำผงชนิดนี้ นี่จึงเป็นของวิเศษอันสุดยอดของหลวงปู่เทียนที่พระเกจิอาจารย์รูปอื่นๆ ไม่มี

    ผง ๑๒ นักษัตร เป็นเรื่องเกี่ยวพันกับโหราศาสตร์ที่อธิบายได้ว่า มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ต้องเกิดมาในปีนักษัตรใดนักษัตรหนึ่ง และในปีหนึ่งๆ นั้นประกอบไปด้วย ๑๒ ราศี ที่มีความเกี่ยวพันกับดวงดาว อันเป็นตัวกำหนดเส้นทางชีวิตของคนคนนั้น ที่เรียกว่า “ดวงชะตา”

    หลวงปู่เทียน ท่านศึกษาค้นคว้าวิชานี้จากตำราโบราณที่อาจารย์มอบให้จนสำเร็จด้วยตัวเอง วัตถุมงคลของท่านทุกองค์จะมีผง ๑๒ นักษัตรผสมอยู่ด้วย จึงมีอานุภาพในการหนุนส่งดวงชะตาในช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์และปกป้องไม่ให้ตกต่ำในยามที่ดวงไม่ดี

    ผงนี้กระบวนการทำนั่นยากมาก เป็นผงที่ลบจากยันต์ ๑๒ นักษัตร จึงเข้าได้กับผู้อาราธนาทุกปีเกิด มีศิษย์ที่ไปขอเรียนวิชานี้กับหลวงปู่จำนวนมาก แต่สามารถเรียนได้สำเร็จแค่ ๒ รูป คือ

    หลวงปู่เริ่ม วัดจุกกะเฌอ

    หลวงพ่อละมูล วัดเสด็จ

    คำว่า เนื้อ 12 นักษัตร นั้นหลวงพ่อเริ่ม วัดจุกกะเฌอ ท่านเล่าว่า ผง 12 นักษัตรเป็นผงที่สร้างยากต้องมีความมานะพยายามอย่างสูงกว่าจะรวบรวมวัตถุมงคลให้ครบตามตำราก็ยากเย็นแสนเข็ญแล้ว เช่น

    - กระดูกม้าขาว
    - กระดูกไก่ดำ ซึ่งกระดูกออกเป็นสีชมพู
    - กระดูกนิ้วก้อยซ้ายขวาของผีตายวันเสาร์เผาวันอังคาร มาบดผสม

    เมื่อได้กระดูกสัตว์ทั้ง 12 ชนิด และวัสดุมลคลอื่นครบถ้วนตามตำราแล้ว ต้องบดผงเข้าด้วยกันแล้วปั้นเป็นแท่งดินสอเตรียมไว้ เมื่อเข้าพรรษาก็ให้เริ่มลงอักขระเลขยันต์ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายของพรรษา ทำจนครบ 3 พรรษา

    พระครูสาทรพัฒนกิจ (หลวงพ่อลมูล) วัดเสด็จ อำเภอเมือง จ.ปทุมธานี ศิษย์เอกของหลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ พระเกจิดังแห่งเมืองปทุมธานี ท่านเป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ที่นั่งปรกในพิธี "จักรพรรดิมหาพุทธาภิเษก" ณ พระวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.พิษณุโลก ปี2515 หลวงพ่อลมูล ท่านเป็นยอดพระเกจิที่เก่งมากๆ พลังจิตของท่านดีมาก จนชาวบ้านยกย่องเป็นเทพเจ้าแห่งสวนพริกไทย หลวงพ่อละมูล ท่านเองก็ชอบสร้างพระสมเด็จเช่นกันครับ เหมือนอาจารย์ท่าน คือหลวงปู่เทียน โดยหลวงปู่เทียน นอกจากท่านจะสำเร็จวิชาการทำผงวิเศษ ๕ ประการ คือ ผงปถมัง ผงมหาราช ผงอิทธิเจ ผงตรีนิสิงเห และ ผงพุทธคุณ แล้ว ท่านยังเป็นพระที่สำเร็จวิชา “ผง ๑๒ นักษัตร์” ซึ่งเป็นผงที่เขียนลบมาจากยันต์ ๑๒ นักษัตร์ ทั้ง ๑๒ ปี ดังนั้น พระเนื้อผงของท่านจึงดีเด่นสูงค่าไปด้วยพระพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม อุดมโชคลาภ มีกินมีใช้ทุกปี ไม่ขัดสน เข้าได้กับทุกผู้คน ทุกปีเกิด สามารถป้องกันอันตรายต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นตลอดเวลาที่มีพระเครื่องของท่านพกพาอาราธนาติดตัวอยู่ เวลาดวงชะตาตกต่ำ ก็จะค้ำจุนไม่ตกอับจนเกินไป เวลาดวงชะตารุ่งโรจน์ ก็จะเสริมดวงชะตาให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น หลวงปู่เทียนท่านได้ถ่ายทอดวิชาผง ๑๒ นักษัตร์นี้ให้แก่ศิษย์ คือ หลวงพ่อลมูล โดยหลวงพ่อลมูลท่านจะทำพิมพ์ให้ต่างจากหลวงปู่เทียน และท่านก็ลบผงพุทธคุณเองด้วยเช่นกัน พระท่านน่าแขวน รุ่นเก่าๆหาก็ไม่ค่อยง่ายเช่นกัน ทางพื้นที่นิยมกันมากครับ จำไว้ว่าตะกรุดที่ฝังจะไม่เรียบร้อยเช่นกัน ม้วนไม่ค่อยกลมนะครับ วัตถุมงคลของท่านนั้นสามารถใช้ป้องกันภัยอันตราย จากสัตว์มีพิษต่างๆ เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย ที่มีมากมายในสวนสมัยก่อนได้อย่างน่ามห้ศจรรย์ อีกทั้งยังมีพุทธคุณครบเครื่อง ไม่เป็นรองอาจารย์ของท่าน ทั้งคงกระพัน มหาอุด มหานิยม เมตตา โชคลาภ ลูกศิษย์ทั้งหลายล้วนทราบกันดี

    หลวงพ่อลมูล ขันติพโล วัดเสด็จ อ.เมือง จ.ปทุมธานี
    หลวงพ่อลมูล ขันติพโล หรือท่านพระครูสาทรพัฒนกิจ เจ้าอาวาสวัดเสด็จ ตำบลสวนพริกไทย อ.เมือง จ.ปทุมธานี ท่านเป็นเกจิอาจารย์ที่มหาชนในยุคก่อนและยุคนี้ต่างก็ให้ความเคารพนับถือมากมาย หลวงพ่อลมูลท่านเป็นชาวมอญโดยกำเนิด เดิมชื่อลมูล จับจิตต์ เกิดวันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2458 แรม 5 ค่ำ ปีเถาะ บิดาชื่อ นายติ่ง มารดาชื่อ นางแม้น จับจิต ท่านเกิดที่หมู่ 4 ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มีพี่น้องด้วยกัน 6 คน ท่านเป็นคนที่ 2 ของครอบครัว เมื่อท่านอายุได้ 3 ขวบ ท่านได้ย้ายตามบิดามารดามาอยู่ในคลองบางใหญ่หมู่ที่ 1 ตำบลสวนพริกไทย อ.เมือง จ.ปทุมธานี เพราะโยมปู่เหลือ และโยมย่าแหวว จับจิตต์ ได้มอบมรดกที่ดินให้กับครอบครัวของท่านไว้ทำกิน ท่านจึงต้องย้ายมาอยู่ด้วย พอท่านอายุได้ 12 ปี โยมพ่อได้นำท่านไปฝากให้เรียนหนังสือกับ"พระอาจารย์ไม้" ที่วัดเสด็จ ท่านอยู่ได้ 1 ปี ทำให้ท่านได้ฝึกฝนนิสัยไปในทางอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักที่สูงที่ต่ำ ทั้งสิ่งที่ควรและไม่ควร ต่อมา "ครูชั้น ดำกลิ่น" ได้มาขอตัวท่านจากพระอาจารย์ไม้ไปเป็นศิษย์ โดยให้ไปเรียนหนังสือเพิ่มเติมที่วัดพระเชตุพน คณะ 20 ท่านศึกษาจนอ่านออกเขียนได้เป็นอย่างดี โดยสมัยนั้นสมเด็จป๋าสมเด็จพระสังฆราช(ปุ่น ปุ่ณณสิริ) ยังคงเป็นครูสอนภาษาบาลีอยู่ ณ สำนักแห่งนี้ แต่ในการเรียนต่อของท่านในขณะนั้นได้ชะงักลง เพราะเหตุที่โยมพ่อต้องการให้กลับมาช่วยดูแลทำนาเพื่อช่วยครอบครัว ท่านจึงต้องกลับมาทั้งๆที่เสียดายมาก หลังจากที่ท่านกลับมาอยู่บ้าน ท่านก็ได้ช่วยโยมพ่อทำนาพร้อมกับได้เริ่มเรียนหนังสือต่ออีก เพราะอายุท่านนั้นไม่พ้นเกณฑ์ยังอยู่ในภาคบังคับ ต้องเรียนหนังสือต่อ หลวงพ่อลมูลจึงเรียนที่วัดเสด็จซึ่งได้มีการเปิดโรงเรียนประชาบาลภาคบังคับขึ้น ท่านจึงได้เริ่มเรียนหนังสือตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาอีก ท่านเป็นนักเรียนคนที่ 38 ของโรงเรียนนี้ ท่านเรียนจนจบชั้นประถมปีที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียนในสมัยนั้น หลังจากที่ไม่ได้เรียนแล้ว ท่านก็ได้ช่วยเหลือบิดา มารดาทำนา ตามความประสงค์จนอายุได้ 18 ปี บิดามารดาของท่านได้ขอให้ท่านแต่งงานเปรียบเสมือนโซ่ตรวนผูกมัดไม่ให้บวช อีกประการหนึ่งท่านต้องการศึกษาหาความรู้ใส่ตนให้มากขึ้นกว่านี้ ประกอบกับจิตใจของท่านฝังลึกว่า การบวชนั้นเปรียบเสมือนทางไปสวรรค์ที่จะสามารถบันดาลให้พ้นทุกข์ได้
    ความตั้งใจของหลวงพ่อลมูล ขันติพโล วัดเสด็จ จ.ปทุมธานี สัมฤทธิ์ผล คือโยมบิดา มารดา ไม่อาจขัดได้จึงได้นำท่านไปฝากเป็นนาคกับ พระอธิการเผือก สุกโก ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส วัดเสด็จ ในขณะนั้นหลวงพ่อลมูล ขันติพโล ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาโดยสมบูรณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2497 ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 7 เวลา 14 นาฬิกา 50 นาที ที่พระอุโบสถวัดเสด็จ โดยมีหลวงปู่เทียนหรือท่านพระครูบาวรธรรมกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการเผือก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ไม้ รุกขโก เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ขันติพโลภิกขุ"
    หลังจากที่ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว ท่านได้ตั้งใจแน่วแน่ว่า ท่านจะเล่าเรียนพระธรรมวินัยตามระเบียบของวัด คือการเรียนพระปริยัติธรรมและจะตั้งใจปฏิบัติกิจในพระบวรพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัดตลอดชั่วชีวิต ในเพศพรหมจรรย์ของท่านจะขอถวายตัวเป็นพุทธบุตรผู้สืบต่อพระพุทธศาสนาไปจนชีวิตจะหาไม่ พรรษาแรกท่านก็ได้เรียนนักธรรมชั้นตรี พรรษาที่ 2 ท่านก็สอบนักธรรมชั้นตรีได้ ในพรรษาที่ 3 ท่านก็สอบนักธรรมชั้นโท แต่สอบตก ท่านจึงอธิษฐานจิตจะไม่ขอเรียนนักธรรมชั้นโท และนักธรรมชั้นเอกอีกต่อไป ท่านจะเปลี่ยนแนวทางมุ่งไปในทางปฏิบัติ เมื่อหลวงพ่อตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว ท่านก็ออกเดินธุดงค์ มุ่งหาความวิเวกตามป่าเขาลำเนาไพร แต่ก่อนเดินธุดงค์นั้นท่านได้ขอไปฝึกกรรมฐานเพิ่มเติมจาก หลวงปู่เทียน พระอาจารย์ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน ซึ่งท่านก็ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้เต็มที่ หลังจากได้รับการฝึกฝนในด้านสมาธิอย่างเพียงพอ หลวงปู่เทียน ท่านได้มอบหมายให้หลวงปู่พร้อม เป็นหัวหน้านำในการธุดงค์ในครั้งนั้น ในด้านส่วนลึกของหลวงพ่อลมูล ท่านต้องการออกธุดงค์ไปองค์เดียวแต่ติดขัดในข้อบัญญัติทางพระธรรมวินัยว่าพระที่จะออกธุดงค์ถ้ามีพรรษาไม่ถึง 5 พรรษา ต้องมีพระพี่เลี้ยงนำไป แต่ถ้าเกิน 5 พรรษาไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องมี จุดแรกที่ที่ท่านออกธุดงค์ ก็คือที่วัดพระพุทธบาทสระบุรี เพราะสถานที่นี้เป็นที่อันศักดิ์สิทธิ์ มีความสงบ ร่มรื่นเหมาะในการบำเพ็ญเจริญภาวนา ต่อจากนั้นท่านก็มุ่งสู่ภาคเหนือ แม่สอด ตาก กำแพงเพชร เพราะท่านเห็นว่ามีภูเขามากเป็นแดนที่สงบ ในการเดินทางไปภาคเหนือครั้งนั้นท่านพบกับอุปสรรคอย่างมากมาย จากสัตว์ป่าบ้าง ตลอดจนอาหารที่ฉันท์เพราะไม่ค่อยมีหมู่บ้าน ท่านต้องฉันท์ผลไม้ป่าแทนแทบทุกวัน ฉันท์วันละเพียงมื้อเดียว ส่วนในด้านฝึกหัดปฏิบัติธรรมและจำวัดในตอนกลางคืน หลวงพ่อท่านก็ต้องหาสถานที่ปลอดภัย หลวงพ่อลมูลตั้งอยู่ในความไม่ประมาท หลังจากการเดินทางเข้าสู่พรรษาที่ 5 พระพี่เลี้ยงต่างก็แยกย้ายกันเดินทางกลับ หลวงพ่อลมูล จึงออกเดินธุดงค์เพียงองค์เดียว เดินทางไปถึงประเทศพม่า ท่านได้ไปพบกับถ้ำประหลาดซึ่งอยู่ในภูเขาลูกเล็กๆ แต่มหัศจรรย์มากเพราะภายในถ้ำมีแต่ขี้ค้างคาว แต่ไม่มีกลิ่นเหม็นเลยสักนิดเดียว และมีค้างคาวเต็มไปหมด แต่ค้าวคาวก็ไม่เคยบินมาถูกท่านเลย การเดินทางเอาตัวรอดในป่าดงดิบก็ด้วยการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังต่อเนื่องและเคร่งครัดอำนาจบารมีของพุทธคุณ ธรรมคุณและสังฆคุณ เป็นอำนาจสูงสุด ผู้ปฏิบัติเคร่งครัดย่อมได้ผล แม้แต่ไปเจอสิงห์สาราสัตว์ที่ดุร้าย เจ้าที่เจ้าทางเจ้าป่าเจ้าเขา ด้วยอานุภาพบารมีดังกล่าวช่วยคุ้มภัยได้เป็นอย่างดี
    หลังจากที่หลวงพ่อลมูล วัดเสด็จ ท่านได้ธุดงค์ได้ระยะหนึ่ง หลวงพ่อท่านก็ได้เดินทางกลับมายังวัดเสด็จ เพื่อมาช่วยเหลือกิจการของสงฆ์ในวัด ซึ่งในขณะนั้น หลวงปู่เผือกผู้ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสมีปัญหาเกี่ยวกับการปกครอง เนื่องจากมีพระภิกษุในวัดเดียวกันจะคิดกำจัด และปลดท่านจากการเป็นเจ้าอาวาส ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่า บัญชีของวัดทำไม่ถูกต้อง และหย่อนสมรรถภาพในการปกครอง แต่ในข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเป็นเพราะหลวงปู่เผือกเป็นพระที่มีความละเอียดรอบครอบ กระทำสิ่งใดๆไม่หวังผลประโยชน์มากเกินไป จึงเป็นเหตุให้ฝ่ายตรงข้างเสียผลประโยชน์ พากันกลั่นแกล้งท่าน หลวงปู่เทียนซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าคณะตำบลบ้านกลางจึงได้เรียกตัวหลวงพ่อลมูลไปปรึกษาและมอบหมายให้ช่วยเหลือหลวงปู่เผือก ในด้านภารกิจต่างๆท่านได้รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ตั้งแต่นั้นมาท่านจึงไม่มีโอกาสออกเดินธุดงค์อีกต่อไป เพราะหน้าที่บังคับและหลังจากนั้นท่านก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ.2491 คือหลังจากที่พระอธิการเผือกได้มรณะภาพลงเมื่อปี พ.ศ.2490
    ในด้านผลงานของหลวงพ่อลมูล ท่านได้พัฒนาไม่หยุดหย่อน ตั้งแต่ถนนหนทาง จนถึงบ้านพักและสถานีตำรวจสวนพริกไทย อนามัย และโรงเรียน ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเลื่อมใส ต่างก็ได้ส่งบุตรหลานของตนเข้ามาบวชอยู่กับท่านอย่างมากมาย ทุกคนได้หันหน้าเข้าวัดด้วยการฝึกปฏิบัติธรรมกับท่านมิได้ขาดเพราะชาวบ้านถือกันว่าท่านเป็นพระที่มีเมตตาธรรมสูง จากผลงานในด้านปริยัติธรรมและปฏิบัติธรรม ทำให้ทางคณะสงฆ์มีความเห็นขอแต่งตั้งให้ท่านเป็นพระครูใบฏีกาลมูล เมื่อปี พ.ศ.2495 โดยฐานะนุกรมของท่านเจ้าคุณธรรมกิตติในปีพ.ศ.2500 ท่านได้รับตำแหน่งเป็นพระอุปัชฌาย์อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย
    ผลงานในด้านปริยัติธรรมหลวงพ่อลมูล ท่านก็ได้ตั้งสำนักเรียนนักธรรมตั้งแต่ชั้นตรี -โท- เอก ขึ้นรวมทั้งสอนแผนกบาลีด้วย ทางด้านปฏิบัตินั้นท่านได้ฝึกอบรมกรรมฐานเป็นประจำ จนมีญาติโยมเข้ามาฝึกกรรมฐานกันมากขึ้นทุกวันเพราะเชื่อกันว่า การฝึกกรรมฐานกับท่านแล้วทำให้เกิดศรัทธาแรงกล้า ส่วนในระยะที่อยู่ในพรรษาแต่ละพรรษาท่านต้องเป็นผู้นำพระใหม่ และเก่าฝึกกรรมฐาน รวมทั้งเป็นผู้นำสวดมนต์เช้าเย็นมิได้ขาดทุกวัน ตลอดจนสั่งสอนอบรมจริยวัตรในขณะที่เป็นสงฆ์และไปเป็นฆราวาส ด้านการพัฒนาวัด หลวงพ่อลมูลได้ทำต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่ท่านเข้าดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดเสด็จด้วยความสามารถนานาประการของหลวงพ่อลมูล จึงจัดว่าท่านเป็นพระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งของเมืองไทยที่พุทธศาสนิกชนให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก หลวงพ่อลมูล ขันติพโล วัดเสด็จ อ.เมือง จ.ปทุมธานี ท่านมรณภาพเมื่อพ.ศ.๒๕๔๘ สิริอายุ ๘๙ ปี

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระสมเด็จ พระครูลมูล หลังพัดยศ (ส.พัฒนกิจ) วัดเสด็จ ปทุมธานี พิมพ์ใหญ่ จัมโบ้ ฝังตะกรุด ๓ ดอก ปี๒๕๑๓ สภาพสวยเดิม

    ได้บูชา 750 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260330_015147.jpg IMG_20260330_015225.jpg IMG_20260330_015341.jpg IMG_20260330_015318.jpg IMG_20260330_015248.jpg
     
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    FB_IMG_1775323839092.jpg

    พระมหาทองนั่นน่ะเก่ง หลวงปู่หมุนได้เล่าถึงหลวงปู่ทองให้ศิษย์ฟัง

    หลวงปู่ทอง โสณุตฺตโร แห่งวัดสามปลื้ม ท่านเป็นพระคณาจารย์สายปฏิบัติที่จำพรรษาอยู่กลางใจเมืองกรุงเทพมหานคร ด้วยวัยวุฒิถึง100 ปี และพรรษาที่เป็นพระภิกษุสงฆ์ยาวนานถึง 70กว่าพรรษา ในอดีตท่านพำนักอยู่ภายในกุฏิคณะ 5 บริเวณกุฏิของท่านจะมีสาธุชนเดินทางขึ้นลงคับคั่งทั้งวัน และเหตุที่ใครๆมักจะไปหาท่านจนล้นกุฏิแทบทุกวันนั้นก็สืบเนื่องด้วยเหตุหลายประการ โดยเฉพาะน้ำพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ สุดยอดวิชาเสกน้ำมนต์ดอกบัวบานหลวงปู่ทองท่าน

    น้ำพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์
    สุดยอดวิชาเสกน้ำมนต์ดอกบัวบานตำรับโบราณ
    หลวงปู่ทอง ท่านเมตตาทำน้ำพุทธมนต์ดอกบัวบาน พิธีสะเดาะเคราะห์ให้แก่ศิยานุศิษย์ ที่มาขอความเมตตาพึ่งบารมีของท่าน ให้ช่วยปัดเป่าทุกข์ สารพัดเหตุเภทภัย หลวงปู่ท่านพิจารณา แล้วจึงเมตตาทำให้
    วิชาทำน้ำพุทธมนต์ดอกบัวบาน ซึ่งเป็นเอกวิชาหนึ่งของหลวงปู่ทอง หนึ่งในสรรพวิชาที่ท่านมี ที่ท่านร่ำเรียนมาจากครูบาอาจารย์ท่านคือท่านพระมหาปั้น วัดสามปลื้ม เพื่อ นำมาใช้สงเคราะห์สาธุชน ช่วยสร้างเสริมกำลังใจให้ดีขึ้นได้ เป็นวิชาพลิกฟื้น กลับร้ายกลายดี เสริมชะตาราศรี ขจัดมลทิลอัปมงคลต่างๆชงัด
    น้ำพุทธมนต์ดอกบัวบัวบาน ที่หลวงปู่แผ่เมตตาเสกทำให้ จะใช้ในพิธีสืบต่ออายุ โดยให้ผู้ที่มาขอให้ท่านช่วยนั้น ให้เตรียมเทียนมากกว่าอายุ ในแต่ละครั้ง ในขณะที่องค์หลวงปู่สวดเสก ก็จะมีผู้มาขอร่วมให้ท่านเมตตาทำพิธีเป็นจำนวนมาก
    ในแต่ละปีจะมีแท่งเทียนต่ออายุขนาดใหญ่สูงกว่าเทียนพรรษา มากกว่าสองต้น และในวันอาสาฬหบูชา ของทุกปี หลวงปู่จะให้นำเทียนต่ออายุนี้ ไปหล่อเป็นเทียนจำพรรษา เพื่อใช้จุดตลอดพรรษา ให้เกิดเเสงสว่าง
    วิชาอิติปิโสบัวบาน เป็นวิชาโบราณเก่าแก่ มีการเล่าสืบทอด กล่าวถึงสายวิชานี้ไว้ว่า พระบูรพาจารย์ที่สำเร็จในวิชานี้ ท่านจะทำน้ำพุทธมนต์ ภาวนาด้วยพระคาถาอิติปิโส ฯ จนดอกบัวที่ตูมอยู่สามารถแย้มบานเองได้ หากมิเหนือแห่งวิสัยกรรมที่จะช่วยได้ แม้ดวงยังไม่ถึงฆาต หากใช้วิชานี้ช่วยสงเคราะห์เมื่อดอกบัวบานเมื่อใด จากหนักก็กลายเป็นเบา เหมือนดังดอกบัวที่เบ่งบาน มีชีวิตชีวา

    พระมหาทองนั่นน่ะเก่ง

    เรื่องนี้ มีผู้บันทึกลงเผยแผ่ไว้ในนิตยาสารนะโมนานมาแล้ว ผู้โพส ได้สืบถึงเรื่องราวนี้ ตามเนื้อเรื่องที่จะเล่านี้ จากหลายๆท่าน ที่อยู่ในพิธี ไหว้ครูวัดสุทัศน์ คณะ๗ เมื่อปี๒๕๔๔ ซึ่งเป็นงานไหว้ครูของหลวงปู่หมุน สืบจนแน่ชัด ก่อนจะเผยเเผ่ ให้ได้ซึ่งข้อมูลแท้จริง มิใช่การเเต่งเติม โยงใย หรือ เอาชื่อเสียงครูบาอาจารย์ มาส่งเสริมกัน เพื่อเรียกศรัทธาแต่อย่างใด หลวงปู่ทองท่านเองเป็นดั่งทองแท้ที่งดงามอยู่แล้ว ผู้โพสเห็นว่าเป็นเรื่องราวดีๆที่สมควรแก่การบันทึกไว้ เพื่อการเผยแผ่กิตติคุณครูบาอาจารย์ ความสัมพันธ์ของท่านทั้งสอง ที่เป็นสหธรรมมิกกันทางธรรมในอดีต จะต่างกันก็เพียงอายุและพรรษา

    หลวงปู่มหาทอง วัดสามปลื้ม เดิมทีนั้น ท่านมีชื่อเสียงอยู่ในแวดวงพระคณาจารย์มาช้านาน นับแต่ปีพ.ศ. ๒๕๓๐เป็นต้นมา นามหลวงปู่ทอง วัดสามปลื้ม มีปรากฏอยู่ในงานพิธีสำคัญต่างๆ มานานแล้ว เป็นที่รู้จักในแวดวงพระคณาจารย์ ยุคสมัยนั้น ก่อนที่หลวงปู่หมุนจะมีชื่อเสียง จะเป็นที่รู้จักโดยกว้างขวางในภายหลัง
    ในพิธีไหว้ครูวัดสุทัศน์ หลวงปู่มหาทองท่านได้รับการอราธนา ให้เป็นหนึ่งในครูบาอาจารย์แผ่เมตตาบารมีสู่มณฑณพิธี งานไหว้ครู และพุทธาภิเษก วัตถุมงคล ในครั้งนี้อีกท่านหนึ่ง เมื่อพิธีดำเนินการเสร็จสิ้น หลวงปู่หมุนได้เอ่ยชมพระเก่งรูปหนึ่ง ที่นิมนต์ท่านมาร่วมงาน ให้ศิษย์ฟัง ผู้รับฟังมา จึงนำเรื่องราวนั้นเรียบเรียงลงนิตยาสารนะโม

    พระที่หลวงปู่หมุนชมว่าเก่งนั้น คือหลวงปู่ทอง เเนะนำให้ศิษย์เข้ามากราบหลวงปู่ทอง ทั้งกล่าวชมว่า พระมหาทองนั่นน่ะเก่ง หลวงปู่หมุนได้เล่าถึงหลวงปู่ทองให้ศิษย์ฟังว่า

    หลวงปู่หมุนได้เดินทางมาศึกษาพระปริยัติธรรมบาลี ก็ได้พบกับพระมหาทอง มีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี พระมหาทองมีบารมีสัมพันธ์กับพระฤาษีมาก หลวงปู่หมุนร่ำเรียนพระปริยัติธรรมบาลีกับสมเด็จพระสังฆราชแพ อยู่ในพระนครจนมีอายุได้๓๕ปี หลวงปู่จึงจาริกลาพระนครไปสู่วิถีทางอันสงบของท่านต่อไป หลังจากนั้นก็มิได้พบกับพระมหาทองอีกเลย จวบจนกระทั่งงานไหว้ครูนี้ คณะ๗ วัดสุทัศน์ครั้งนี้ จึงได้พบกันอีก

    (ปี๒๕๔๔ขณะนั้นหลวงปู่ทองอายุ๙๖ปี )
    ทั้งหลวงปู่มหาทอง และ หลวงปู่หมุน เป็นศิษย์สมเด็จพระสังฆราชแพพระสมเด็จ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญแซยิดฉลอง ๑๐๑ ปี เหรียญเสมา(ศาลาพัง)
    รุ่นมากประสบการณ์ในศิษย์สายนี้ หลวงปู่ทอง วัดสามปลื้มสภาพสวย และ หนุมาน เลี่ยมพร้อม แขวนบูชา

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260405_003805.jpg IMG_20260405_004320.jpg IMG_20260405_003916.jpg IMG_20260405_003937.jpg IMG_20260405_004001.jpg
     
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1775391739295.jpg

    สายเหนียวเมืองเพชร

    ประวัติหลวงพ่อสุข วัดบันไดทอง จ.เพชรบุรี

    หลวงพ่อสุข วัดบันไดทอง (24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2440 - 9 ตุลาคม พ.ศ. 2518) เป็นพระคณาจารย์อีกรูปหนึ่ง เป็นผู้มีเมตตาสูง ท่านเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อหนึ่ง วัดห้วยโรง เพชรบุรี ท่านจึงมีวิทยาคมไม่แพ้เกจิอาจารย์อื่น ๆ ในรุ่นราวคราวเดียวกับท่าน หลวงพ่อสุขเป็นที่เคราพนับถือของชาวบ้านในระแวกนั้นและต่างจังหวัด เป็นอันมาก วัตถุมงคลของท่าน สร้างไว้ ก็มีเหรียญ พระปรกใบมะขาม และลูกอม ดีทางเมตตาและป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ
    ท่านมีนามเดิมว่า ทองสุข กลิ่นนาค เกิดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2440 ที่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลห้วยโรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี บิดามารดามีอาชีพทำนา อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2464 ที่วัดห้วยโรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี โดยมีพระอธิการหนึ่ง วัดห้วยโรง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์นิ่ม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์เซ่ง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า สุจิตโต ในระหว่างที่เป็นพระได้ศึกษาวิชาอักขระขอมจนแตกฉาน ต่อมาจึงได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดบันไดทอง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี พ.ศ. 2479 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส และได้รับสมณศักดิ์ต่าง ๆ มากมาย ดังนี้ เป็นพระครูชั้นประทวน เป็นเจ้าคณะตำบล เป็นพระครูสุตานโยค และเป็นพระอุปัชฌาย์ ตามลำดับ
    พ.ศ. 2478 - ท่านได้รักษาการเจ้าอาวาสวัดบันไดทอง หลวงปู่เต็ง มรณภาพ
    พ.ศ. 2479 - ท่านได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบันไดทอง
    พ.ศ. 2482 - ได้รับการแต่งตั้งเป็น พระครูชั้นประทวน
    พ.ศ. 2492 - ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ในนาม พระครูสุดาโยค
    พ.ศ. 2509 - ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท
    พ.ศ. 2516 - ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรชั้นเอก
    ได้ศึกษาวิชากับหลวงพ่อหนึ่ง วัดห้วยโรง พระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่มีวิทยาคมสูงรูปหนึ่งในสมัยนั้น หลวงพ่อหนึ่งท่านมีของดีหลายอย่าง เช่น ลูกอม ตะกรุด เหรียญ ผ้ายันต์ เสื้อยันต์ เป็นต้น หลวงพ่อสุขจึงได้รับการถ่ายทอดวิชาเหล่านี้เอาไว้ทั้งหมด ต่อมาท่านได้สร้างเหรียญและลูกอมขึ้นมาเช่นเดียวกับอาจารย์ของท่าน หลวงพ่อสุขท่านเป็นพระแท้ที่ควรได้รับการเทิดทูนว่าเป็นพระแท้ที่ควรแก่การเทิดทูน ด้วยความเคร่งครัดต่อพระธรรมวินัย เปี่ยมด้วยเมตตาอย่างสูง โดยให้ความอนุเคราะห์แก่ผู้คนทั่วไปเสมอมา ทำการปกครองวัดบันไดทองจนก้าวหน้า เจริญยิ่งขึ้น เป็นที่ศรัทธาของประชาชนและเกิดผลดีต่อศาสนา ท่านถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2518
    พระครูสุตานุโยค นามเดิม ทองสุข กลีนนาค เกิด เมื่อวันศุกร์ ที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๔๐ ที่บ้านหมู่ ๒ ตำบลห้วยโรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี บิดา – มารดา นายอยู่ นางแจ่ม กลีนนาค ประวัติ การเล่าเรียนเมื่อครั้งปฐมวัยนั้น ได้ฝากตัวเป็นศิษย์วัดห้วยโรง อาศัยพระภิกษุเป็นผู้สอนด้วยความขยันและอดทนจนมีความรู้สามารถอ่านออกเขียนได้เป็นที่รักใคร่ของครูบาอาจารย์อายุ ๒๐ ปี ได้อุปสมบทอยู่ประมาณ หนึ่งพรรษาต้องลาสิกขาบทไปรับใช้ประเทศชาติอยู่ ๒ ปี จึงปลดประจำการและกลับมาอุปสมบทอีกครั้งหนึ่ง อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๔ ที่วัดห้วยโรง มีพระอธิการหนึ่ง วัดห้วยโรง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์นิ่ม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์เซ่ง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “สุจิตโต” ประวัติความมีชื่อเสียง ได้ศึกษาพระธรรมวินัย อักขระภาษาขอม รวมถึงวิปัสสนากัมมัฎฐาน จนมีความชำนาญและเชี่ยวชาญ ทั้งยังได้รับการถ่ายทอดพุทธาคมจาก หลวงพ่อหนึ่ง วัดห้วยโรง จนหมดสิ้นกระบวนความ สามารถดูแลตนเองได้จึงออกจาริกแสวงบุญ เป็นการฝึกจิตภาวนา แสวงหาสัจจะธรรม อันเป็นหนทางการหลุดพ้น ล่วงเข้าสู่พรรษาที่ ๖ ท่านได้มาพำนักที่วัดบันไดทอง และถูกอัธยาศัยกันดีกับหลวงปู่เต็ม ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส และขอร้องให้ท่านอยู่ดูแลสงเคราะห์คณะสงฆ์และญาติโยม จนปี พ.ศ.๒๔๗๘ หลวงปู่เต็มถึงแก่มรณภาพ และท่านได้รักษาการเจ้าอาวาส มีคหบดีท่านหนึ่งบริจาคทรัพย์สร้างโรงเรียนประชาบาลเพื่อใช้เป็นสถานศึกษาเล่าเรียน ปี พ.ศ.๒๔๗๙ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบันไดทอง และต่อมาได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสุตานุโยค หลวงพ่อสุข มรณภาพเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ รวมสิริอายุ ๗๖ ปี พรรษา ๕๔
    แอดมิน : ห้อยโหน
    .....ขออนุญาติและขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก :
    ร้านพระเครื่องหัวหินและเพชรบุรี

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จหลวงพ่อสุข

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งถึง 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260405_191530.jpg IMG_20260405_191625.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 เมษายน 2026
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1775393483451.jpg

    ก่อนที่หลวงพ่อเมี้ยน วัดโพธิ์กบเจาท่านจะมรณภาพไม่นาน ท่านได้ แสดง"สิ่งอัศจรรย์"ให้ลูกศิษย์ใกล้ชิดทั้งบรรชิต และฆารวาสที่ด ูแลท่านได้เห็น ว่าสิ่งเหล่านี้ มีอยู่จริง!!! นั่นคือการ"ลบผง ลอดใต้กระดาน"โดยท่านได้เขียนยันต์"นะฉัพพรรณรังสี"ลงบนกระดานช นวน พร้อมทั้งว่าพระคาถาเรียกสูตรกำกับตามที่ท่านได้ร่ำเรียนมา เสร็จแล้วท่านได้ใช้นิ้ว"เคาะที่กระดานชนวน"เบาๆ ปรากฏว่า ผงยันต์"นะฉัพพรรณรังสี"ที่ท่านได้เขียนไว้บนกระดานชนวน "หล่นรอดกระดาน"ลงไปที่ผ้าขาวที่ท่านได้ปูรองเอาไว้ และนี่ก็เป็นเพียง"เสียดเสี้ยว"เพียงเล็กน้อย ของปฏิปทา ปาฏิหาริย์ของท่าน ที่คนเมืองกรุงเก่าต่างรับรู้กันดี ที่เห็น เป็นพระ"สมเด็จปรกโพธิ์ช่อฟ้า"ที่ท่านทำการสร้าง และปลุกเสกใน ปี ๒๕๓๕ เป็นพระเนื้อผงนะฉัพรรณรังสี(ผงลอดกระดาน)ผสมกับมวลสารสำคัญต่างมากมาย(เช่นชานหมาก ว่านยา น้ำมนต์ เส้นเกศา ฯลฯ)สร้างเอาไว้จำนวนไม่มากนัก

    108เรื่องเล่าชาววัดโพธิ์ ep 70
    พิธีพุทธาภิเษกวัดพระแก้ว ปีพ.ศ 2536 หลวงพ่อได้รับนิมนต์ไปร่วมพิธีด้วย ขณะที่หลวงพ่อกำลังนั่งปรกอยู่นั้น สมเด็จพระสังฆราช ได้เสด็จมาทางด้านหลัง แล้วทรงตรัสพอได้ยินว่า ท่านนี้ไม่เบาเหมือนกันนะ
    มาอีกทีที่วัดบวรนิเวศ มีพิธีมหาพุทธาภิเษกใหญ่ หลวงพ่อได้รับนิมนต์ไปร่วมพิธีด้วยเช่นกัน ขณะที่กำลังเข้าพิธีอยู่ สมเด็จพระสังฆราชได้ทรงลุกขึ้น และทรงตรัสกับโยมที่เป็นผู้ดูแลความเรียบร้อย เจ้าพิธีว่าให้พระองค์นั้น มานั่งแทนที่ฉัน แล้วก็ชี้ไปที่หลวงพ่อเมี้ยน สมเด็จพระสังฆราช ท่านก็เสด็จออกจากพิธีไป
    เมื่อมีงานพุทธาภิเษกที่วัดบวร หลวงพ่อจะได้รับนิมนต์ไปเป็นประธานจุดเทียนชัย หรือดับเทียนชัยอยู่เสมอ ขนาดสมเด็จพระสังฆราช ท่านยังยอมรับในตัวหลวงพ่อ แล้วเราลูกศิษย์หล่ะ ไม่รักและบูชาท่านจนสุดใจขาดดิ้นเลยหรือครับ

    เกจิอาคมขลัง ผู้สืบทอดสรรพวิชาจาก"พระทองคำ แห่งเมืองกร ุงเก่า" หลวงพ่อจง วัดหน้านอก มาอย่างครบถ้วนกระบวนความ อย่าง เ ป็นที่"รับรู้"และ"ยอมรับ"ของชาวเมืองกรุงเก่ามาช้านาน ว่าท่ าน เป็น"พระคงแก่เรียน"ชอบศึกษาหาความรู้ทางด้านเวทย์มนต์คาถา อัก ขระเลขยันต์เป็นอย่างมาก เพราะนอกจากท่านจะไปศึกษากับหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอกแล้ว ท่านยังได้ไปศึกษาวิชาต่างๆจากสุดยอดเกจิแห่ยุคอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ หลวงพ่อห่วง วัดบางยี่โท หลวงพ่ออินทร์ วัดเกาะหงษ์ ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงเป็น"ที่พึ่ง ในยามยาก"ของชาวบ้านมาโดยตลอด เรื่องขับคุณไสย์ ไล่ผี ปัดรังควาน ต่อกระดูก แข้งขาหัก ฯลฯ เรียกว่าท่านเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน"ตั้งแต่เกิด ยันตาย"เลยทีเดียว แต่ที่สร้างชื่อเสียงให้กับท่านเป็นอย่างมาก ก็เป็น"ประสบการณ์"ในวัตถุมงคลของท่าน ที่มีกันอย่างมากมาย และมีกันอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่กล่าวขานของคนในพื้นที่ว่า ถ้าไม่มีพระของหลวงพ่อจง หลวงพ่อปาน หลวงพ่อขัน แล้วล่ะก็ ให้ใช้พระของหลวงพ่อเมี้ยน ก็แขวนบูชา"แทนกันได้"ครับ นี่แหละครับ"ตัวจริง ของจริง"จากเมืองกรุงเก่าอีกท่าน หลวงพ่อเมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา.......

    ข้อมูลจาก พี่ เด็กอโยธยา

    ประวัติ หลวงพ่อเมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา บางบาล จ.อยุธยา

    ชีวประวัติ
    หลวงพ่อเมี้ยน พุทฺธสิริ หรือ พระครูพุทธสิริวัฒน์ อดีตเจ้าอาวาส วัดโพธิ์กบเจา บางบาล จ.อยุธยา ท่านมีนามเดิมว่า เมี้ยน นามสกุล เกิดโภคทรัพย์ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือนยี่ ปีมะเส็ง (ตรงกับปี พ.ศ. 2460) ที่บ้านหาดทราย หมู่ 9 ต.กบเจา อ.บางบาล จ.อยุธยา เป็นบุตรของ นายแก้ว และ นางทองม้วน เกิดโภคทรัพย์ มีพี่น้องร่วมอุทร 8 คน

    หลวงพ่อท่าน เป็นคนใฝ่รู้ใฝ่เรียนมาตั้งแต่เด็ก (ปล. เรียกว่า เป็นคนแก่เรียนเอามากๆเลยครับ) หลวงพ่อท่านจะชอบศึกษา ค้นคว้า อยู่ตลอดเวลา อีกทั้ง เนื่องจากบิดาของท่านเป็นหมอยากลางบ้าน ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสมุนไพร ยาแผนโบราณต่างๆ ทำให้หลวงพ่อท่าน ได้รับความรู้ ความเข้าใจ ด้านสมุนไพร และ ตัวยาแผนโบราณต่างๆ เพียงอายุยังน้อย เพราะท่านจะออกตาม บิดาท่าน ไปรักษา ผู้คนอยู่บ่อยๆ ไม่เพียงแต่ ด้านการแพทย์ ที่ท่านใฝ่ศึกษา และเรียนรู้ แต่ท่านยังชอบศึกษาหลักพระธรรม อีกด้วย (ปล. คงเป็นเพราะ ด้วยนิสัยส่วนตัว ของท่านเป็นคนใจดี มีเมตตา ชอบช่วยเหลือผู้คนอยู่แล้ว) ภายหลัง ท่านมีโอกาสได้บรรพชาเป็นสามเณร โดยได้รับการศึกษาภาษาบาลี ที่วัดดาวดึงษาราม ธนบุรี สอบได้ชั้นมูล 2 และสอบได้นักธรรมชั้นตรี ต่อมาท่านได้สึกออกมา เพื่อช่วยงานที่บ้านอยู่พักนึง จนกระทั่งพออายุครบบวช ท่านจึงได้ทำการอุปสมบท ที่วัดโพธิ์กบเจา บางบาล จ.อยุธยา ในปี พ.ศ. 2481 โดยมี พระครูปุ้ย วัดธรรมโชติการาม (วัดขวิด) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการหลิ่ว วัดพิกุลโสคันธ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์, พระครูหลิ่ม วัดโพธิ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า " พุทฺธสิริ "

    เมื่อบวชเป็นพระแล้ว หลวงพ่อท่านก็ตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัย และปฏิบัติในทางพระกรรมฐาน จนมีจิตใจมั่นคงต่อ พระพุทธศาสนา หลังการบวชได้ 7 พรรษา หลวงพ่อก็ได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้เป็น เจ้าอาวาสวัดโพธิ์กบเจา แทนเจ้าอาวาสองค์ก่อน ที่มรณภาพลง หลวงพ่อท่าน ได้ทำหน้าที่ของท่าน เป็นอย่างดี โดย ท่านเป็นศูนย์รวมจิตใจ ที่ยึดมั่น และที่พึ่งของชาวบ้าน เรื่อยมา

    จวบจน กาลเวลาที่ชาวบ้านได้สูญเสีย ร่มโพธิ์ ร่มไทร ที่พวกเค้า เชิดชู เคารพ รัก และศรัธทายิ่ง ของพวกเค้าไป ในวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2541 หลวงพ่อได้มรณภาพลงด้วยอาการสงบ สิริอายุได้ 81 ปี 60 พรรษา

    การศึกษาพุทธคม

    นี่คือตำนานบทสำคัญ ของ อมตะเถระแห่งเมืองกรุงเก่า ผู้เป็นเจ้าตำรับ 5 ม. (น้ำมัน น้ำมนต์ มีดหมอ ไม้ครู ชานหมาก) อันโด่งดัง เนื่องด้วยท่านเป็น พระคงแก่เรียน อยู่แล้วเป็นทุนเดิม จึงทำให้ หลวงพ่อท่าน มักจะศึกษา หาข้อมูล ความรู้ อยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นสรรพวิชา อาคมต่างๆ ที่ได้เล่าได้เรียนมาจาก สุดยอดคณาจารย์ที่โด่งดังตลอดกาลอย่าง "พระทองคำ" หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก, หลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ, หลวงพ่อห่วง วัดบางยี่โท, หลวงพ่ออินทร์ วัดเกาะหงษ์ ฯลฯ จนเป็นที่ยอมรับ และกล่าวขาน เรื่อยมา

    ในส่วนของ ยันต์ " นะฉัพพรรณรังษี " ซึ่งเป็นยันต์ประจำองค์ ยันต์ตัวเก่งของหลวงพ่อนั้น การได้มาก็ไม่ธรรมดา ตามประวัติขณะที่ท่านกำลังเจริญกรรมฐานนั้น ได้ปรากฎ " ภิกษุชรา " รูปหนึ่ง มาบอกวิธีการเขียนยันต์ " นะฉัพพรรณรังษี " ตัวนี้ พร้อมทั้งวิธีการเรียก การเสก ครบถ้วนทุกอย่าง ซึ่งต่อมาท่านจึงได้ทราบว่า พระภิกษุชรารูปนั้น ก็คือ " หลวงพ่อรอด (เสือ) แห่งวัดประดู่ทรงธรรม " นั้นเอง หลังจากนั้น ท่านจึงได้ใช้ยันต์ " นะฉัพพรรณรังษี " ในการปลุกเสกวัตถุมงคลมาโดยตลอด

    วัตถุมงคล

    ในส่วนของวัตถุมงคล ของหลวงพ่อท่าน แต่ละรุ่น แต่ละยุคสมัย มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ มีจุดเด่นในเรื่องของพุทธศิลป์ ความสวยงาม และ เข้มขลัง ด้วยพิธีการโบราณ ดั่งเดิม

    ช่วงเวลาการสร้างวัตถุมงคล ของหลวงพ่อท่าน แบ่งได้ โดยสังเขป ดังนี้

    1. ปี พ.ศ. 2490-2505 (พระผงยุคแรก พระขุนเผ่น,พระผงพุทธรักษา)

    2. ปี พ.ศ. 2510 (เหรียญปั้มพุทธรักษารุ่นแรก)

    3. ปี พ.ศ. 2520-2524 (เหรียญรุ่นแรก, เหรียญกตัญูญ, เหรียญทรงเต่าหลังยันต์เกราะเพชร)

    4. ปี พ.ศ. 2530 (เหรียญ 70 ปี โพธิ์รอบ ทั้ง กลม-ไข่, พระรูปหล่อรุ่นแรก)

    5. ปี พ.ศ. 2534 (เหรียญนะโม, เหรียญหล่อหน้าใหญ่, เหรียญพระกริ่งพุทธรักษา ศิษย์สายวัดสุทัศน์ฯสร้างถวาย)

    6. ปี พ.ศ. 2535 (พระกริ่งช่อฟ้า, เหรียญหล่อช่อฟ้าเต็มองค์, มีดหมอรุ่นแรก ศิษย์สายวัดสุทัศน์ฯสร้างถวาย)

    7. ปี พ.ศ. 2536 (ชุดพระกริ่ง-พระชัย และรูปหล่อ มโหสถ, ชุดพิธีเสาร์5 พญาวัน เหรียญเศรษฐี เหรียญเมตา พระกริ่ง-พระชัย พ่อครูนั่งยอง ปรกตัวหนอน พระรูปหล่อ ศิษย์สายวัดสุทัศน์ฯสร้างถวาย) (ชุดเหรียญไตรมาส 36 ออกวัดโพธิ์ฯ)

    8. ปี พ.ศ. 2537 (พระชุดสิริวัฒน์ พระกริ่งอะระหัง เหรียญหล่อยันต์กลับ เหรียญหล่อเกลียวเชือด เหรียญหล่อพัดยศ เหรียญหล่อพ่อครู เหรียญหล่อพระราหู เหรียญนั่งพาน ศิษย์สายวัดสุทัศน์ฯสร้างถวาย) (พระนาคปรกใบมะขามรุ่นแรก, เหรียญหล่อปลอดโรค-ปลอดภัย ศิษย์สายวัดสุทัศน์ฯสร้างถวาย)

    9. ปี พ.ศ. 2539 ( พระกริ่ง 79, พระชุด "บุญนิธิ" ที่ตอกโค๊ด "บุญนิธิ" ทั้งหมด ศิษย์สายวัดสุทัศน์ฯสร้างถวาย)

    10. ปี พ.ศ. 2540 (ท้าวเวสสุวรรณ, เหรียญแจกทาน ศิษย์สายวัดสุทัศน์ฯสร้างถวาย) (เหรียญชุด 80 ปี ออกวัดโพธิ์ฯ)


    ---ในส่วนของพุทธคุณ และประสบการณ์ จะเห็นเด่นชัด ในรื่องของ โชคลาภ เมตตา ค้าขาย และ เรื่องคงกระพัน ชาตรี มหาอุตม์ หยุดลูกกระสุn (ปล. อันนี้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วครับ สำหรับคนในพื้นที่ ที่แขวนพระของหลวงพ่อ)---

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับทุกๆที่มาข้อมูล


    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ

    IMG_20260405_194808.jpg IMG_20260405_194835.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 เมษายน 2026
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,308
    ค่าพลัง:
    +21,466
    01.jpg

    พระสุปฏิบัติแห่งเมืองเลย
    พระญาณทีปาจารย์ (ท่อน ญาณธโร) วัดศรีอภัยวัน ต.นาอ้อ อ.เมือง จ.เลย
    โดย...รณธรรม ธาราพันธุ์

    ท่านพระอาจารย์ท่อน แม้จะมีอายุเพียง 68 ปี แต่คนก็สมัครใจที่จะขานชื่อท่านด้วยความเคารพว่า “หลวงปู่ท่อน” ผมเองก็เป็นอีกคนที่เต็มใจเรียกนามหลังมากกว่า เพราะดูจะให้ความอบอุ่นและใกล้ชิดดีกว่าคำว่า “พระอาจารย์” เป็นไหน ๆ

    หรืออีกนัยก็เพื่อ “กระชากวัย” ของตัวเอง

    หลวงปู่ท่อน ท่านเป็นคนขอนแก่น ถือกำเนิดเมื่อปี พ.ศ. 2471 บวชเมื่อปี พ.ศ. 2491 และอยู่ปฏิบัติภาวนากับท่านพระครูญาณทัสสี (หลวงปู่คำดี ปภาโส) วัดถ้ำผาปู่ อ.เมือง จ.เลย แม้ท่านจะเป็นพระรุ่นเล็ก แต่ก็เคยได้พบกับพระอาจารย์ใหญ่แห่งวงศ์กัมมัฏฐานคือ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อยู่บ้าง มีโอกาสได้ฟังโอวาทที่สั้น ๆ แต่มีความหมายในการประพฤติปฏิบัติแก่ท่านเองเป็นอย่างยิ่ง

    นอกจากหลวงปู่คำดีแล้ว ยังมีหลวงปู่ซามา อจุตโต วัดป่าอัมพวัน อ.เมือง จ.เลย อีกรูปหนึ่งที่ปั้นท่านมากับมือต่อจากหลวงปู่คำดี

    หลวงปู่หลุย จันทสาโร ก็เป็นพระอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่พาหลวงปู่ท่อนออกป่าเร่งความเพียรกันอย่าง “สละตาย” ครั้งหนึ่งท่านพาหลวงปู่ไปอยู่ภาวนาที่ถ้ำมโหฬารและได้จำพรรษา ณ ที่นั้น

    ตลอดพรรษานั้น ทั้งสองท่านได้ฉันเฉพาะข้าวเหนียวกับแกงผักหวานทุกวัน ถ้าวันไหนได้เฉพาะข้าวไม่มีกับ ท่านก็จะได้อาศัยน้ำปลาคลุกข้าวพอเค็ม ๆ ฉันประทังชีวิต น้ำปลา 1 ขวด ท่านฉันกันได้ตลอดทั้งพรรษา

    เป็นการปฏิบัติที่หาได้ยากในพระปัจจุบัน

    ครั้นเหตุการณ์นี้ผ่านมา หลวงปู่หลุยท่านจึงตั้งเจตนาที่จะถวายน้ำปลาไปยังวัดซึ่งยากจนทุก ๆ เดือนโดยท่านส่งเงินผ่านหลวงปู่ท่อน ให้หลวงปู่ท่อนเป็นผู้จัดการเรื่องนี้ เมื่อหลวงปู่ท่อนปรารภกับท่านว่า

    “ส่งโดยตรงไปยังวัดเลยไม่ดีกว่าหรือหลวงปู่”

    ท่านว่า “ไม่ได้ ๆ ต้องผ่านคุณท่อน”

    คงอยากให้ระลึกถึงคุณของน้ำปลา

    อุปสรรคในชีวิตพระของหลวงปู่ท่อนมีมากมายหลายอย่างล้วนส่งเสริมให้ท่านแข็งแกร่งขึ้นเสมอมา ทั้งในด้านข้อวัตรปฏิบัติและด้านพลังจิตพลังใจ

    สมัยที่หลวงปู่ท่อนยังไม่มีเหรียญพระอะไรแจก ท่านก็ได้อาศัยเชือกซึ่งใช้ทำบริขารต่าง ๆ ได้ เช่น ทำกลดหรือทำเชือกผูกปากถุงย่ามนี่แหละ มาเป็นของมงคล

    โดยท่านจะถักเชือกให้เป็น “สร้อยคอ” หรือ “สร้อยแขน” บางครั้งก็ถักเป็น “แหวนนิ้ว” แถมอีกต่างหาก

    ไม่ว่าจะสร้อยคอ สร้อยแขน หรือแหวนนิ้ว หลวงปู่ท่อนท่านจะให้ความตั้งใจในการถักมาก ตลอดเวลาที่ทำท่านจะสวดกรรมตลอดจนเสร็จ ถ้าไม่มีใครมารับ ท่านก็จะเอาเข้าที่ภาวนาต่อไป แต่ถ้ามีคนมารอรับ ท่านก็แจกได้ทันที

    ถ้าดีจริง ทำอะไรก็ขลัง

    เชือกถักของท่านถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ท่านทำแจกมาก่อนใคร ๆ ทั้งสิ้น ถ้าได้รับจากพระอื่นหรือคนอื่น แสดงว่าท่านเหล่านั้นไปเรียนวิธีทำมาจากหลวงปู่ท่อน

    แต่ถึงทำเลียนแบบก็ดูไม่ยากเพราะเชือกถักที่ออกจากวัดท่านจะมีความละเอียดประณีตมาก โดยเฉพาะปมที่ท่านผูกไว้ ยังไม่เคยเห็นใครทำได้งดงามเท่าหลวงปู่เลย

    เชือกถักของท่านที่ได้แจกออกไป ปรากฏผลต่าง ๆ อย่างน่าอัศจรรย์ใจ มีคุณภาพดุจพระเครื่องชิ้นเอกทีเดียว โดยเฉพาะสร้อยแขนมีประสบการณ์มากที่สุด

    ยิ่งเกี่ยวกับผี ๆ สาง ๆ เป็นชะงัดนัก

    ราวปี 2536 มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณ 16 ปี เธอเกิดพบเห็นภูตผีปีศาจได้โดยไม่ต้องนั่งทางในและไม่ต้องหลับตา นับเป็นความทรมานอย่างร้ายที่ต้องได้เห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็นอยู่เสมอ

    วิญญาณเหล่านั้นก็ชอบใจ เพราะเธอสามารถเป็น “สะพาน” ในการติดต่อกับญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ได้

    ด้วยความไม่เต็มใจอย่างยิ่งของ "สะพาน"

    จึงเป็นภาระของพ่อแม่พี่น้องที่ต้องหาตัวอาจารย์ผู้มีความเก่งกล้าสามารถในเรื่องผี ๆ มาช่วยแก้ไข แต่สุดท้ายก็ต้องหามา “ปราบ” ทำไมต้องปราบ ก็ระยะหลังผีบางตัวไม่เพียงจะเอาเธอเป็นสะพานอย่างเดียวเท่านั้น แต่กลับเข้าสิ่งเธอเพื่อทำอะไร ๆ ตามความต้องการของตน

    จนเธอไม่เป็นตัวของตัวเอง

    วันหนึ่งตอนที่ผีฝรั่งผู้ชายกำลังเข้าสิงเธออยู่ในบ้าน ญาติส่วนหนึ่งก็วางกำลังเฝ้าเธอไว้ อีกส่วนหนึ่งก็ไปรับอาจารย์มาทำพิธี ทุกครั้งผีก็ไม่เคยกลัวสักอาจารย์ ไม่รู้เพราะผีเก่งจริงหรืออาจารย์ไม่เก่งจริง อย่างดีผีก็ยอมออกไปแป๊ป ๆ แล้วก็กลับเข้ามาใหม่เป็นอย่างนี้เรื่อยมา

    ขณะที่รอหมอผีมาทำพิธีนั้นเอง จู่ ๆ เด็กสาวก็กลับผุดลุกขึ้นนั่ง เบิกตาเพ่งมองไปที่ประตูใหญ่หน้าบ้านชนิดตาไม่กะพริบ เพียงครู่เดียวก็เกิดอาการลุกลี้ลุกลนทำท่าเหมือนเกรงอะไรบางอย่าง ครั้นญาติที่เฝ้าอยู่มองตามสายตาเธอไปก็ไม่พบเห็นอะไรนอกจากความว่างเปล่า แล้วผู้อยู่ในร่างเธอก็ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือตะเกียกตะกายวิ่งหนีขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน เมื่อผู้เฝ้ากวดตามไปทัน ก็เห็นเด็กสาวเข้าไปแอบตัวสั่นอยู่หลังโซฟาในห้อง พลางพึมพำเหมือนพูดกับใครที่มองไม่เห็น

    ไม่นานนักรถที่ไปรับหมอผีก็มาถึง ทว่าผู้มาไม่ใช่หมอผี...แต่เป็นพระ ซึ่งในขณะนั้นท่านมีสมณศักดิ์ที่ “พระครูญาณธราภิรัต” เมื่อท่านเข้ามาในบ้านก็รับทราบว่า คนผีเข้าวิ่งหนีขึ้นไปข้างบนแล้ว ท่านจึงตามขึ้นไปติดสอยห้อยตามด้วยบรรดาญาติที่ยังกลัว ๆ กล้า ๆ

    พอเข้าไปในห้อง ท่านก็นั่งภาวนาแผ่เมตตาให้ผีเป็นอันดับแรก ปรากฏว่าเขาไม่รับ บอกว่าข้าเป็นผีฝรั่ง ข้านับถือคริสต์ไม่รับอะไรทั้งนั้น

    เมื่อไม้นวมไม่ได้ผล ท่านก็ต้องใช้ไม้แข็ง โดยล้วงเข้าไปในย่ามแล้วหยิบสร้อยคอออกมาเส้นหนึ่งพลางเดินเข้าหา คนผีเข้าก็ตัวสั่นหมดแรง ลุกหนีไม่ได้ ท่านจึงเอาสร้อยสวมคอทันที

    จากนั้นก็ให้บรรดาญาติเข้ามาจับตัวเอาไว้ แล้วสั่งให้ญาติผู้ชายรับเชือกข้อมือจากท่านไปสวมมือทั้งสองข้างของเธอ เจอเข้าขนาดนี้ผีฝรั่งจึงออกแทบไม่ทัน

    นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ไม่ปรากฏภูตผีตนใดจะเข้าใกล้สาวสวยลูกครึ่งคนนี้ได้เลย แม้เธอจะพบเห็นอยู่บ้าง แต่วิญญาณเหล่านั้นก็ไม่ได้แผลงฤทธิ์อะไร

    นี่เป็นอีกเรื่องที่ทำให้ท่านต้องนิ้วด้าน และฟันคลอนด้วยถักเชือกดึงเชือกแทบทั้งวัน

    ทุกวันนี้ใครที่ไปกราบ ไปทำบุญกับท่าน ท่านก็ยังคงมีของดีอย่างนี้แจก แต่ผมขอร้องอย่างหนึ่งว่า ขอให้รับจากท่านเพียง 1 คน ต่อ 1 ชิ้น ประเภทขอฝากขอเผื่ออย่ามีเลย ใครอยากได้ก็ไปรับกับท่านเองเถิดครับ ผมเห็นท่านทำแล้วสงสารท่านจริง ๆ

    รีบไปกราบพระดีอย่างท่านเสีย ถ้าใครมีเวลาทำบุญกับท่านได้เต็มร้อยนะครับ

    สวัสดี

    บทความนี้ได้ตีพิมพ์เมื่อ วันที่ 1 มีนาคม 2540

    ที่มาเว็บนวรัตน์ ดอทคอม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ๑.พระสมเด็จหลวงปู่ท่อน ๘๖ ปี
    ๒.พระผงรูปเหมือนเตารีดแจกงานทอดกฐินปี ๒๕๕๒

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260405_010124.jpg IMG_20260405_010158.jpg IMG_20260405_010247.jpg IMG_20260405_010314.jpg IMG_20260405_010347.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...